
Liberix เปิดตัวแพลตฟอร์มสินเชื่อคริปโตฯ ค้ำประกันในไทย
Liberix (ลิเบอริกซ์) เปิดตัวแพลตฟอร์มการเงินรูปแบบใหม่ที่ให้บริการสินเชื่อเงินบาท โดยใช้บิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Crypto-Backed Thai Baht Loan) นับเป็นผู้ให้บริการรายแรกในประเทศไทยที่พัฒนาบริการในลักษณะดังกล่าวภายใต้กรอบกฎหมายไทย
แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องการสภาพคล่องระยะสั้น โดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ ช่วยให้สามารถนำ “มูลค่า” ของคริปโตเคอร์เรนซีมาใช้ประโยชน์ทางการเงินได้จริง ขณะเดียวกันยังคงสิทธิในการถือครองสินทรัพย์และโอกาสการเติบโตในระยะยาว
นายวรภัทร พฤกษมาศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Liberix กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทคือการทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถถูกใช้งานได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการลงทุนหรือการเก็งกำไร
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้น ทั้งในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน สื่อกลางการชำระเงิน และสินทรัพย์ทุนสำรองในบางประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทในระบบการเงินมากขึ้น ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของผู้ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีระยะยาวก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับบริการสินเชื่อของ Liberix เปิดให้ผู้ใช้สามารถนำคริปโตเคอร์เรนซีที่มีสภาพคล่องสูงมาเป็นหลักประกัน โดยปัจจุบันรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลหลักจำนวน 10 สกุล ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Binance Coin (BNB), Cardano (ADA), Polkadot (DOT), Solana (SOL), TRON (TRX), Worldcoin (WLD), Dogecoin (DOGE) และ Sui (SUI)
โดยผู้ใช้สามารถเลือกอัตราส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan-to-Value: LTV) ได้หลายระดับ ตั้งแต่ 30% ถึง 70% เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แต่ละบุคคลยอมรับได้ รวมถึงกำหนดระยะเวลาการกู้ตั้งแต่ 1 ถึง 12 เดือน อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 1.25% ต่อเดือน
มูลค่าหลักประกันจะถูกประเมินจากราคาตลาดแบบเรียลไทม์ และระบบจะติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยมีระบบแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทราบเมื่อมูลค่าหลักประกันปรับลดลงใกล้ระดับที่กำหนด เพื่อให้สามารถเพิ่มหลักประกันหรือปรับโครงสร้างความเสี่ยงได้ก่อนถึงจุดที่อาจกระทบต่อสัญญาเงินกู้
Liberix ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกบังคับขายหลักประกัน (Liquidation) และสนับสนุนให้ผู้ใช้สามารถบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างมีวินัยและรอบคอบมากขึ้น
สำหรับการดูแลสินทรัพย์และความปลอดภัย ทางบริษัทระบุว่า สินทรัพย์ดิจิทัลที่นำมาใช้เป็นหลักประกันจะถูกดูแลโดยผู้ให้บริการดูแลทรัพย์สินดิจิทัล (Custodian) ระดับสถาบันที่ได้รับใบอนุญาตจากฮ่องกง ซึ่งมีมาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อแยกสินทรัพย์ของลูกค้าออกจากการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม และลดความเสี่ยงด้านการจัดเก็บสินทรัพย์
Liberix ระบุว่า โครงสร้างการให้สินเชื่อของแพลตฟอร์มสอดคล้องกับหลักการให้กู้ยืมแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายหลักที่ใช้กำกับการให้สินเชื่อในประเทศไทย
จากการสืบค้นเพิ่มเติมพบว่า ตามกฎหมายที่มีการแก้ไขล่าสุด (พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 23 พ.ศ. 2564) กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เป็น 2 กรณี ได้แก่
ขณะเดียวกัน มาตรา 654 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับการกู้ยืมเงินทั่วไปไว้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
ซึ่งในกรณีของ Liberix ได้มีการควบคุมอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้อยู่ภายในเพดานตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินกระบวนการยืนยันตัวตนลูกค้า (Know Your Customer: KYC) และปฏิบัติตามมาตรการด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) อย่างเคร่งครัด รวมถึงมีระบบตรวจสอบด้านกฎหมายภายในองค์กร และติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การให้บริการเป็นไปอย่างโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้