K WEALTH ชี้กุญแจสำคัญธุรกิจครอบครัว วางแผนส่งต่อวันนี้ ให้ความสำเร็จเติบโตต่อได้อีกหลายรุ่น

Personal Finance

Wealth Management

Content Partnership

Content Partnership

Tag

K WEALTH ชี้กุญแจสำคัญธุรกิจครอบครัว วางแผนส่งต่อวันนี้ ให้ความสำเร็จเติบโตต่อได้อีกหลายรุ่น

Date Time: 2 ก.ย. 2569 10:00 น.
Content Partnership

“Summary“

แม้เจ้าของธุรกิจจำนวนมากจะใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างความมั่งคั่ง แต่ความจริงคือ "รวยรุ่นแรก" ไม่ได้แปลว่า "รวยข้ามรุ่น" เสมอไป ในวันที่ทั่วโลกและเอเชียกำลังอยู่ในช่วงปรากฏการณ์ The Great Wealth Transfer หรือการส่งต่อทรัพย์สินครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ โดยคาดการณ์ว่า เฉพาะในเอเชียมีการส่งต่อมูลค่ากว่า 90 ล้านล้านบาท กุญแจสำคัญจึงไม่ใช่จะส่งมอบทรัพย์สินให้ใคร แต่คือจะส่งมอบอย่างไรให้ทรัพย์สิน ธุรกิจและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวอยู่ได้อย่างยั่งยืน

เรื่องเงินๆ ทองๆ มักเป็นประเด็นอ่อนไหว ยิ่งเป็นเรื่องในครอบครัวที่มีสมาชิกหลายรุ่น ทรัพย์สินมีเยอะและหลากหลาย ความซับซ้อนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนเหมือนเป็นคำสาปที่หลายครอบครัวต้องทะเลาะเบาะแว้งหรือธุรกิจล้มหายตายจากไป ยังไม่นับรวมปัจจัยภายนอก เช่น การปฏิวัติทางเทคโนโลยี สถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุค The Great Wealth Transfer ซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกมีการส่งถ่ายทรัพย์สินครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกครอบครัวต้องเผชิญ ถ้าขาดการวางแผนส่งต่อสินทรัพย์และธุรกิจความมั่งคั่งที่สั่งสมมาอาจสะดุดลงได้

3 ความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่าน

พีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Family Wealth Solution Head - Estate Planning Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภายในปี 2573 มีการคาดการณ์ว่า ทรัพย์สินมูลค่ากว่า 622 ล้านล้านบาทจะส่งต่อจากเจ้าของในปัจจุบันไปยังทายาทรุ่นต่อไปเรียกว่าเป็นยุค The Great Wealth Transfer เฉพาะในเอเชียสินทรัพย์ที่เตรียมส่งต่อนี้มีมูลค่าสูงถึง 90 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของธุรกิจครอบครัว 

ท่ามกลางปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในแต่ละครอบครัวเอง การส่งต่อความมั่งคั่งในยุคนี้จึงต้องวางแผนให้รอบด้านและต้องออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละครอบครัว จากการศึกษากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNW Study) ร่วมกันระหว่างเคแบงก์ ไพรเวท แบงกิ้ง กับ ลอมบาร์ด โอเดียร์ พันธมิตรไพรเวทแบงก์กิ้งระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีประสบการณ์ดูแลความมั่งคั่งของครอบครัวชั้นนำมายาวนานกว่า 230 ปี และส่งต่อธุรกิจต่อเนื่องถึง 7 รุ่น พบความท้าทายสำคัญถึง 3 ประเด็น ได้แก่

1. วิกฤตการขาดแผนสืบทอดที่เป็นรูปธรรม เพราะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงในไทยกว่า 40% ยอมรับว่ายังไม่เคยมีการวางแผนสืบทอดใดๆ จากผลสำรวจมีเพียง 18.2% เท่านั้นที่มีแผนการสืบทอดความมั่งคั่งที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

2. ช่องว่างทางความคิดในการบริหารจัดการและรับช่วงต่อ เมื่อรุ่นผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการบริหารแบบรวมศูนย์ ทำให้ทายาทรุ่นใหม่บางส่วนอาจรู้สึกถึงบทบาทที่จำกัดและเลือกสร้างเส้นทางอาชีพของตนเองแทนการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว 

3. มรดกคือเรื่องห้ามพูด จากผลสำรวจพบว่าเกือบ 29% ระบุว่าการพูดคุยเรื่องมรดก การแบ่งทรัพย์สิน หรือแผนการส่งต่อความมั่งคั่งยังเป็นประเด็นอ่อนไหวภายในครอบครัว โดยเฉพาะวัฒนธรรมเอเชียในหลายประเทศ เมื่อการสื่อสารอาจไม่ราบรื่นก็อาจสร้างความขัดแย้งได้ในอนาคต

ทำไมธุรกิจครอบครัวจำนวนมากไปไม่ถึงรุ่น 3

ธุรกิจครอบครัวล่ม ส่วนหนึ่งเพราะปัจจัยภายในครอบครัวเอง ไม่ใช่เพราะปัจจัยภายนอก จากประสบการณ์การดูแลลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี พีระพัฒน์ พบว่า แม้ครอบครัวคนไทยจะให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพย์สินครอบครัวมากขึ้น แต่การลงมืออย่างเป็นรูปธรรมยังมีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 60 ของครอบครัวทั้งหมด และใน 10 ครอบครัวที่ดูแล จะมีประมาณ 2 ครอบครัวที่เกิดความขัดแย้งขึ้นแล้วและมักแก้ไขได้ยาก  

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่คู่แข่งหรือปัจจัยภายนอก แต่คือการละเลยการจัดการภายในครอบครัวอย่างเป็นระบบ ครอบครัวส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่ง แต่กลับละเลยการวางกติกาสำหรับครอบครัวและการจัดธุรกิจให้เป็นระบบ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นรากฐานของความยั่งยืนในการส่งต่อความมั่งคั่งได้สำเร็จ

90 ล้านล้านบาทกำลังเปลี่ยนมือ แล้วครอบครัวควรเริ่มต้นอย่างไร?

พีระพัฒน์กล่าวว่า ประการแรก ครอบครัวต้องเห็นความสำคัญของการบริหารทรัพย์สินครอบครัวอย่างเป็นระบบเสียก่อน ประการที่สอง วิเคราะห์และวางแผนบริหารความเสี่ยงของครอบครัว และประการสุดท้าย วางแผนบริหารทรัพย์สินในองค์รวมและลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การวางกติกาภายในครอบครัว การจัดโครงสร้างธุรกิจและการถือครองทรัพย์สิน การวางแผนสืบทอดธุรกิจ จะทำให้ครอบครัวสามารถรักษาความมั่งคั่ง สร้างการเติบโตให้ชนะเงินเฟ้อและครอบคลุมค่าใช้จ่าย ตลอดจนส่งต่อไปยังทายาทรุ่นถัดๆ ไปได้อย่างยั่งยืน

KBank Private Banking จึงแนะนำให้ครอบครัวเริ่มต้นจาก 5 เรื่องที่ครอบครัวต้องทำ ก่อนส่งต่อธุรกิจ ได้แก่

1. กำหนดเป้าหมายและวางกติกาในครอบครัวให้ชัดก่อนเกิดปัญหา

ครอบครัวควรกำหนดเป้าหมายร่วมกัน โดยมีกติกาที่สอดคล้องเพื่อทำให้ครอบครัวบรรลุเป้าหมายนั้น เช่น เป้าหมายคือการเป็นที่หนึ่งในธุรกิจที่ครอบครัวทำอยู่ การไปสู่เป้าหมายคือให้คนที่มีความสามารถบริหาร เป็นต้น สิ่งที่ตามมาก็คือ ครอบครัวจะเห็นแนวทางในการกำหนดกติกาที่ชัดเจนขึ้น 

โดยทั่วไป กติกาครอบครัวอาจเริ่มจากเรื่องพื้นฐานก่อน อาทิ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกครอบครัว ความเป็นเจ้าของ หลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ กระบวนการระงับข้อพิพาท หลังจากนั้น อาจเป็นการกำหนดเรื่องที่มีรายละเอียดมากขึ้น เช่น คุณสมบัติของสมาชิกครอบครัวที่จะเข้ามาทำงาน การคัดเลือกตำแหน่งผู้บริหาร ระบบสวัสดิการของครอบครัว และท้ายที่สุด อาจเป็นการกำหนดเรื่องเฉพาะที่ครอบครัวอาจหยิบยกขึ้นมา  

หากไม่มีคำตอบว่าเป้าหมายของครอบครัวคืออะไร นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาเริ่มลงมือทำ Family Governance หรือธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลธุรกิจครอบครัวทันที

2. สายเลือด หรือความสามารถ

ในอดีต ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากยึดแนวคิดว่าผู้สืบทอดควรเป็นคนในสายเลือด เพราะเรื่องของความไว้วางใจและในสมัยก่อนยังไม่มีมืออาชีพที่รับจ้างบริหารเช่นปัจจุบัน ครอบครัวจึงอาศัยสมาชิกในบ้านหรือ “หลงจู๊” บุคคลที่เติบโตมาจากการทำงานในธุรกิจครอบครัว จนได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวให้ช่วยดูแลไปพลางก่อนที่ลูกหลานจะโตพอรับช่วงต่อ ความเชื่อนี้หยั่งรากลึกโดยเฉพาะครอบครัวเอเชีย 

อย่างไรก็ดี ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจครอบครัวในชาติตะวันตกเริ่มมองเห็นจุดเด่นและความอ่อนไหวในธุรกิจครอบครัว  และเริ่มตั้งคำถามสำคัญที่ว่า "คนที่เก่งที่สุดในครอบครัวอาจไม่ใช่คนที่เก่งพอจะแข่งขันในตลาดได้ แล้วครอบครัวควรเลือกใคร?" จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ธุรกิจครอบครัวหรือแม้แต่ทรัพย์สินครอบครัวในตะวันตกจะใช้มืออาชีพในการบริหาร ในขณะที่ครอบครัวยังเป็นเจ้าของอยู่

สำหรับในเอเชีย แนวความคิดนี้เพิ่งเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวชั้นนำในจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์จำนวนมาก เริ่มให้ความสำคัญกับ "ความสามารถ" มากกว่าสายเลือด เมื่อในตลาดมีมืออาชีพที่รับจ้างบริหารมากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว และการบริหารทรัพย์สินที่มีประสิทธิภาพ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายครอบครัวในเอเชียหันมาใช้ Family Office เพื่อช่วยดูแลทรัพย์สินและประสานการทำงานระหว่างคนหลายรุ่น ส่งผลให้ความต้องการจัดตั้ง Family Office ในเอเชียเติบโตขึ้นเกือบ 200% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้น การบริหารธุรกิจและทรัพย์สินครอบครัวที่จะประสบความสำเร็จต้องการความเป็นมืออาชีพ ดังนั้นหากทายาทไม่ได้มีความสนใจหรือไม่ใช่คนที่เหมาะสมที่สุดในการบริหารธุรกิจ ครอบครัวควรเปิดทางให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาดูแลกิจการ ขณะที่ทายาทยังคงต้องทำหน้าที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของที่ดี ที่รู้จักและสามารถตัดสินใจในเชิงนโยบายของธุรกิจหรือทรัพย์สินของครอบครัวได้

3. แยกบทบาท "เจ้าของ" ออกจาก "ผู้บริหาร"

จากแนวความคิดเรื่องความสามารถและสายเลือด ส่งผลให้เกิดการแยกบทบาทของเจ้าของออกจากการเป็นผู้บริหาร ผลที่ตามมาก็คือ ครอบครัวต้องมีการกำหนด 

  • Family Goal เป้าหมายของครอบครัวและธุรกิจครอบครัว
  • Ownership บทบาทและหน้าที่ของเจ้าของ
  • Control อำนาจควบคุมหรือตัดสินใจในภาพใหญ่
  • Management อำนาจในการบริหาร 

การกำหนดเป้าหมายของครอบครัวเป็นเรื่องของสมาชิกในครอบครัว เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ครอบครัวจะสามารถกำหนด Ownership Control และ Management ได้ ยกตัวอย่างเช่น เป้าหมายของครอบครัวคือเป็นที่หนึ่งในธุรกิจที่ทำอยู่ 

ดังนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมาย เจ้าของมีหน้าที่ต้องตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ Ownership จึงกำหนดหน้าที่ของเจ้าของในการเรียนรู้และเข้าใจธุรกิจ ส่วน Control อาจเป็นเจ้าของตัดสินใจร่วมกับผู้มีความสามารถที่ครอบครัวยอมรับก็เป็นได้ และในส่วนของ Management หากเกณฑ์เป็นการเลือกคนที่มีความสามารถ เมื่อสมาชิกในครอบครัวต้องการเป็นผู้บริหาร ก็อาจต้องเข้าสมัครและถูกคัดเลือกเช่นผู้บริหารทั่วไป เป็นต้น 

ทั้งนี้ ข้อกำหนดของแต่ละบ้านอาจไม่เหมือนกัน บางบ้านอาจให้ความสำคัญกับความสามารถ บางบ้านอาจจะเป็นรูปแบบผสม เช่น ให้สิทธิกับสมาชิกในครอบครัวก่อน และให้มืออาชีพเข้ามาบริหารในตำแหน่งที่ไม่มีสมาชิกครอบครัวทำอยู่ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน 

4. พาธุรกิจครอบครัวข้ามผ่านจาก Family Business สู่ Corporate 

เพราะว่าการส่งต่อที่แท้จริงไม่ใช่แค่เปลี่ยนคน แต่คือเปลี่ยนระบบ พีระพัฒน์มองว่า ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากจำเป็นต้องยกระดับจากการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว ไปสู่การบริหารแบบองค์กรที่มีระบบชัดเจนมากขึ้น ทั้งด้าน

  • แยกความเป็นเจ้าของกับธุรกิจออกจากกัน
  • มีระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐาน
  • มีมาตรฐานในการคัดเลือกบุคลากร 
  • การกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ

ทั้งเพื่อดึงดูดทั้งทายาทรุ่นใหม่และผู้บริหารมืออาชีพ รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับการขยายกิจการ การเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือการหาพันธมิตรในอนาคต

5. เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้ อย่ารอจนถึงวันที่ต้องส่งต่อ

"ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การไม่มีทรัพย์สินส่งต่อ แต่คือการไม่มีแผนรองรับวันที่ต้องส่งต่อ"

หลายครอบครัวมักเริ่มพูดเรื่องการส่งต่อเมื่อผู้ก่อตั้งมีอายุมากแล้ว แต่ในความเป็นจริง ยิ่งเริ่มช้า ทางเลือกในการวางแผนยิ่งลดลงไม่ว่าจะเป็นการวางแผนสืบทอดธุรกิจ การจัดโครงสร้างทรัพย์สิน การบริหารภาษี หรือการใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ ล้วนต้องอาศัยเวลาในการเตรียมความพร้อม

แล้วเจ้าของธุรกิจต้องทำอะไรต่อ?

การวางแผนบริหารทรัพย์สินและธุรกิจครอบครัว ในโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจึงต้องอาศัยองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทั้งด้านธุรกิจ การเงิน กฎหมาย ภาษี และการบริหารความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดย KBank Private Banking ได้ผสานความร่วมมือกับ Lombard Odier เพื่อให้บริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัวอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 6 มิติสำคัญ ได้แก่

1.  การวางกติกาครอบครัว(Family Continuity Planning) เช่น การช่วยครอบครัวทำธรรมนูญครอบครัวเพื่อกำหนดนโยบาย วางกรอบกติกา ด้านธุรกิจ ทรัพย์สิน ตามโจทย์ของสมาชิกในครอบครัว

2. การจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน (Asset Holding Structures) ผ่านการวางแผนโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเอื้อต่อการบริหารจัดการ การวางแผนภาษีและการส่งต่อให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

3. การสืบทอดกิจการและส่งต่อทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ (Inheritance and Wealth Transfer) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่นเป็นไปอย่างราบรื่น ธุรกิจไม่ติดขัด 

4. การบริหารความเสี่ยงในด้านต่างๆ  (Financial Asset, Liability and Risk Management) ทุกครอบครัวมีความเสี่ยงที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ภาษี การถือหลายสัญชาติ ฯลฯ จึงจำเป็นต้องมีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและครอบคลุมความเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ 

5. การทำสาธารณกุศล (Philanthropy) เพื่อสร้างคุณค่าและส่งต่อเจตนารมณ์ที่ยั่งยืนของครอบครัวตามแนวทางความยั่งยืนยุคใหม่

6. การจัดตั้งและทำหน้าที่เป็นสำนักงานครอบครัว (Family Office) เพื่อดูแลจัดการธุระต่างๆ ของครอบครัวให้เป็นไปตามกติกาที่วางไว้ โดยช่วยครอบครัวตั้งแต่การตั้งสำนักงานครอบครัวของตนเอง รวมถึงทำหน้าที่ในการเป็นสำนักงานครอบครัวในบางเรื่อง โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นสำนักงานกฎหมายในการช่วยครอบครัวทำเรื่องต่างๆ อาทิ การติดต่อหน่วยงานราชการ การทำเอกสารทางกฎหมายพื้นฐาน เป็นต้น

ทั้งนี้ ทีมงาน Estate Planning Service ของ KBank Private Banking ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีพร้อมอยู่ในทีม เพื่อช่วยแต่ละครอบครัวในการให้ความรู้ที่เป็นปัจจุบัน ช่วยวางแผนการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว และอำนวยความสะดวกในการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ทุกครอบครัวที่ KBank Private Banking ดูแล สามารถลงมือบริหารทรัพย์สินครอบครัวได้จริง ผ่านการทำงานของทีม และพันธมิตรในด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกด้าน

ตลอดในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา KBank Private Banking ในฐานะธนาคารแรกที่ให้บริการด้านสินทรัพย์ครอบครัว ได้ให้คำแนะนำ ช่วยวางแผน ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการลงมือทำกับครอบครัวจำนวนกว่า 1,200 ครอบครัว ทั้งเจ้าของในรุ่นปัจจุบันและ The Next Generations เพื่อให้การเก็บรักษา สร้างความเติบโตและส่งต่อทรัพย์สินของครอบครัวที่เราดูแลเป็นไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการส่งต่อไม่ได้วัดจากมูลค่าทรัพย์สินที่ส่งมอบได้มากเพียงใด แต่คือการที่คนรุ่นถัดไปสามารถรักษา ต่อยอด และส่งต่อความมั่งคั่งนั้นต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ติดตามรายละเอียดบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว จาก KBank Private Banking ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4ckkwGP



อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

Content Partnership

Content Partnership