
การค้ำประกันสินเชื่อเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวและคนใกล้ชิด ควรมีการพิจารณาความจำเป็นของกลไกนี้ในระดับนโยบายประเทศ
ปัญหาความไว้ใจคนผิดจนกลายเป็นหนี้หัวโต นี่คือเรื่องใหญ่ของสังคมไทย และเกิดขึ้นกับคนทุกระดับตั้งแต่รากหญ้า คนทำงานออฟฟิศ ไปจนถึงข้าราชการ เห็นได้จากข่าวต่างๆ ที่อาจารย์ต้องใช้หนี้แทนนักศึกษาที่เบี้ยวจ่ายหนี้, เพื่อนมาขอให้เซ็นค้ำประกันสินเชื่อแล้วไม่จ่ายชำระ หรือกระทั่งให้เพื่อนยืมวงเงินบัตรเครดิตไปผ่อนมือถือ จนตัวเองต้องเป็นหนี้หัวโตไปหลายปี
ถ้าเจอเรื่องแบบนี้จะรับมือยังไง มาลองฟัง 2 มุมมองจาก ซีเค เจิง CEO Fastwork และ อั๋น ภูวนาท คุนผลิน ในรายการวาระแห่งชาติ EP. 18
เริ่มกันที่ อั๋น ภูวนาท เล่าถึง กลไกการค้ำประกันว่านี่ถือเป็นเรื่องที่ทำให้คนแตกกัน ญาติตีกัน บางบ้านเลิกเป็นครอบครัวกันไปเลย เช่น พ่อไปขอให้ลูกเซ็นค้ำประกันให้ แต่ลูกรู้ตัวดีว่าพ่อไม่มีวินัยทางการเงิน คนเป็นพ่ออาจตั้งคำถามว่าทำไมลูกไม่ค้ำฯ ให้ ยิ่งถ้าคนอื่นๆ ได้ยินเรื่องนี้ก็มองว่าตัวลูกอกตัญญู เป็นต้น
หลายคนเมื่อถูกขอให้ค้ำประกันสินเชื่อ หรือขอยืมเงิน จึงกลายเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เรียกว่าอึดอัดใจถ้าจะปฏิเสธ หรือเกรงใจเมื่อต้องทวงเงิน
“เมื่อก่อนผมเคยเป็นคนปฏิเสธไม่เป็น สมมติเป็นคนใกล้ตัวมาขอยืมเงิน เป็นคนที่ทำงานกับเราทุกๆ วัน เป็นคนดีมาตลอด ซึ่งยอดเงินนั้นเขารู้ว่าเราให้ยืมได้โดยไม่เดือดร้อน แต่จากประสบการณ์ พอเราเคยบาดเจ็บมา ตอนนี้ผมปฏิเสธได้แบบเฉยๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย” อั๋น ภูวนาท กล่าว
ส่วนถ้าคนในครอบครัวมาขอให้เซ็นค้ำประกัน อั๋นมองว่า เขาอาจไม่ได้ปฏิเสธแต่ต้องมานั่งคุยกันให้ชัดเจน เปิดรายละเอียดและเหตุผลที่ต้องการให้เราช่วย แล้วค่อยตัดสินใจอีก แต่ส่วนตัวมองว่า กลไกการค้ำประกันทั้งสินเชื่อ หรือการสมัครงานแล้วต้องมีบุคคลค้ำประกันควรมีการพูดคุยในระดับประเทศว่า สิ่งนี้ยังจำเป็นแค่ไหนหรือจะทำอย่างไรให้มันดียิ่งขึ้น
ซีเค เจิง เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เจอมาคือ มีทีมงานในบริษัทซึ่งทางบ้านมีหนี้ เลยมาขอเงินเดือนล่วงหน้า 6 เดือน ซึ่งตัวซีเคก็อนุมัติไปเพราะถือว่าเป็นเงินเดือนในส่วนของเขา
แต่ถ้าเจอใครมาขอให้เซ็นค้ำประกันสินเชื่อ เขาเลือกจะปฏิเสธให้ชัดเจน เพราะเรื่องเงินๆ ถ้าไม่ให้ยืมก็ดูเป็นคนไม่ดี พอให้ไปแล้วทวงหนี้คืนก็เสียความรู้สึก สู้ไม่ให้ยืมเงินแต่แรกเลยจะดีกว่า ยิ่งถ้าต้องเซ็นค้ำฯ ให้ใครเพราะความเกรงใจ ก็แค่ “ไม่ต้องไว้ใจ และไม่ต้องเกรงใจ แค่นั้นเอง”
บางครั้งความไว้ใจก็เผื่อแผ่ไปถึงเจ้าหนี้ด้วย ทุกวันนี้มีบริการที่เรียกว่า “จำนำ iCloud” เพื่อแลกกับเงินด่วน ซึ่งเจ้าหนี้จะได้ทั้ง User (ผู้ใช้งาน) และ Password (รหัสผ่าน) ของลูกหนี้ไปซึ่งนั่นหมายถึง เราเสี่ยงถูกนำข้อมูลส่วนตัว, รูปภาพ, Video, แอปต่างๆ ไปใช้งานต่อได้ และอาจเกิดความเสียหายมหาศาล
อั๋น ภูวนาท กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เดิมเจ้าหนี้ต้องถือกระดาษสัญญาเดินมาหาลูกหนี้ที่หน้าบ้าน แต่ตอนนี้สามารถยึดตัวตนบนโซเชียล หรือ ทวงเงินผ่านทางโซเชียลได้เลย ยิ่งถ้าเป็นหนี้นอกระบบ ยิ่งน่ากังวลว่าเจ้าหนี้จะทำอะไรกับข้อมูลของเราบ้าง บางคนอาจถูกมิจฉาชีพหลอกและเข้าถึงบัญชีธนาคารและอาจสูญเสียเงินไปด้วย
“ถ้าคนไทยเอาความคิดสร้างสรรค์แบบนี้มาคิดกับเรื่องเทค ผมว่าเรานำ Silicon Valley แล้ว นี่คือการทวงหนี้กู้หนี้ ที่ครีเอทีฟมาก” ซีเค กล่าว
สุดท้ายนี้ในเรื่องหนี้ ซีเค มองว่าก่อนจะก่อหนี้หรือซื้ออะไร ควรต้องถามตัวเองให้ชัดเจนว่า สิ่งที่ซื้อแล้วขายต่อได้ไหม อย่างรถยนต์ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุดเพราะยังขายต่อได้ แม้อาจขาดทุนบ้างแต่ยังมีราคาอยู่ ส่วนการกู้มาลงทุนหรือทำธุรกิจ มองว่าเรื่องนี้แย่ที่สุดเพราะมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย หากเจอสถานการณ์ไม่คาดคิดจนร้อนเงินก็อาจขาดทุนหนักกว่าเดิม ดังนั้นส่วนตัวมองควรใช้เงินเก็บมาลงทุน
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney