
ความแตกต่างระหว่างคนที่มีเงิน กับคนที่สร้างความมั่งคั่งได้จริง อาจไม่ได้อยู่ที่ความรู้หรือรายได้ แต่อยู่ที่ 7 วิธีคิดเบื้องหลังการใช้เงิน ออมเงิน และลงทุน ที่สะสมผลลัพธ์ไปตลอดทั้งชีวิต
หากให้เรานึกถึงคนที่ร่ำรวย หลายคนอาจจินตนาการถึงนักลงทุนอัจฉริยะ นักธุรกิจระดับโลก อย่าง Elon Musk (อีลอน มัสก์)หรือ อาจเป็นคนที่เข้าใจตัวเลขซับซ้อนกว่าคนทั่วไป
แต่โลกในความจริงกลับมีเรื่องราวที่น่าสนใจกว่านั้น ย้อนไปในปี 2014 ชายชื่อ โรนัลด์ รีด เสียชีวิตด้วยวัย 92 ปี เขาไม่ได้เป็นนักธุรกิจ ไม่ได้เป็นผู้บริหาร และไม่ได้จบมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตลอดชีวิตทำงานเป็นพนักงานปั๊มน้ำมันและภารโรงในเมืองเล็ก ๆ ของรัฐเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา
คนรอบตัวจดจำเขาได้ในฐานะชายสูงวัยที่ขับรถมือสอง สวมเสื้อผ้าเก่า และใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนคนทั่วไป แต่หลังจากเสียชีวิต ทุกคนกลับพบว่าเขามีทรัพย์สินมากกว่า 8 ล้านดอลลาร์
แน่นอนว่า ความมั่งคั่งนั้นไม่ได้เกิดจากโชค ไม่ได้มาจากมรดกก้อนใหญ่ หากค่อย ๆ สะสมขึ้นจากพฤติกรรมที่เขาทำซ้ำมาตลอดชีวิต นั่นคือ การเก็บออม ลงทุน และปล่อยให้เวลาเป็นผู้ทำงาน
ตรงกันข้ามกับ ริชาร์ด ฟัสโคน อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Merrill Lynch ผู้จบ MBA จาก Harvard และเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในคนเก่งที่สุดในวงการการเงิน เขามีทั้งความรู้ เครือข่าย และรายได้มหาศาล แต่กลับจบลงด้วยการล้มละลายหลังวิกฤติการเงินปี 2008 เพราะใช้ชีวิตอยู่บนความมั่นใจเกินพอดี ก่อหนี้จำนวนมาก และถือครองสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยาก
เรื่องราวของทั้งสองคนที่กล่าวมา ทำให้เราเห็นว่า ความรู้เรื่องการเงินกับผลลัพธ์ทางการเงิน อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป และสิ่งที่แยกคนทั้งสองออกจากกัน ไม่ได้อยู่ที่ระดับการศึกษา แต่อยู่ที่นิสัยและการตัดสินใจที่ทำซ้ำมาตลอดชีวิต
เช่นเดียวกับกรณีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า กาลเวลาและพลังของดอกเบี้ยทบต้นมีอิทธิพลต่อความมั่งคั่งมากเพียงใด
จากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่เคยบันทึกไว้ในระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากเขาอายุ 65 ปีไปแล้ว นั่นไม่ได้เกิดจากการเร่งสร้างผลตอบแทนในช่วงปลายชีวิต แต่เกิดจากการสะสมผลตอบแทนในอัตราที่ดีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี
และนี่อาจเป็น 7 Mindset ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเรื่องเงินของคนจำนวนมากที่สร้างความมั่งคั่งได้สำเร็จ
1. มองเงินเป็น "เครื่องมือ" มากกว่าสิ่งตอบแทนความเหนื่อย
หลายคนทำงานหนักแล้วมองว่าเงินเดือนคือรางวัลที่ควรใช้เพื่อชดเชยความเหนื่อยล้าตลอดทั้งเดือน วิธีคิดแบบนี้ไม่ผิดเลย แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกเดือน เงินก็มักไหลออกเร็วกว่าที่ควร
ขณะที่คนที่สร้างฐานะได้ มักกำหนดหน้าที่ให้เงินแต่ละก้อนอย่างชัดเจน บางส่วนเอาไว้ใช้ชีวิต บางส่วนเอาไว้สร้างโอกาส และบางส่วนเอาไว้ดูแลอนาคต ก่อนใช้เงิน พวกเขามักคิดก่อนว่า เงินก้อนนี้ควรถูกส่งไปทำงานตรงไหน มากกว่าจะถามตัวเองว่าอยากซื้ออะไร
2. ออมก่อนใช้ ไม่ใช่เหลือแล้วค่อยเก็บ
คนส่วนใหญ่ใช้สูตรเดียวกัน รายได้ - รายจ่าย = เงินออม ปัญหาคือหลายเดือนสมการนี้เหลือศูนย์ หรือบางครั้งก็ติดลบส่วนคนที่เก็บเงินได้จริงกลับใช้สูตรอีกแบบ รายได้ - เงินออม = รายจ่าย
พวกเขาจ่ายให้ตัวเองก่อน แล้วจึงใช้เงินส่วนที่เหลือเพราะหลายคนรู้จากประสบการณ์ว่า ต่อให้ตั้งใจเก็บแค่ไหน หากเงินยังอยู่ในบัญชีเดียวกับเงินใช้จ่าย โอกาสเผลอใช้ก็มีอยู่เสมอ
3. ให้ความสำคัญกับอนาคต มากกว่าความสุขชั่วคราว
มนุษย์ทุกคนมีแนวโน้มให้คุณค่ากับความสุขในวันนี้ มากกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับในอีกสิบปีข้างหน้านั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายคนตัดสินใจซื้อของได้ง่ายกว่าการเริ่มลงทุน คนที่มีฐานะมั่นคงก็อยากซื้อของเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่พวกเขาให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ในอนาคตมากกว่า
คำถามที่มักเกิดขึ้นในหัวคือ"ความสุขวันนี้ คุ้มค่ากับสิ่งที่อาจเสียไปในอนาคตหรือไม่" เพราะบางครั้ง การไม่ใช้เงิน 10,000 บาทในวันนี้ อาจสร้างมูลค่าที่มากกว่านั้นหลายเท่าในอีก 20 ปีข้างหน้า
4. เข้าใจว่าการออมอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ
เงินฝากยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเงินต้น และเหมาะกับการสำรองสภาพคล่อง แต่ในโลกที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกปี การออมเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เงินปลอดภัย แต่ไม่ได้ช่วยให้มูลค่าเติบโตทันต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเริ่มกระจายเงินบางส่วนไปยังกองทุนรวม หุ้นคุณภาพ หรือสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของตัวเอง เพราะเงินก้อนเดิมอาจซื้อของได้น้อยลงเรื่อย ๆ แม้ยอดเงินในบัญชีจะยังเท่าเดิม
5. อย่าพึ่งวินัยเพียงอย่างเดียว จงสร้างระบบ
หลายคนเชื่อว่าคนที่เก็บเงินเก่งเป็นคนมีวินัยมากกว่าคนทั่วไป แต่เบื้องหลังการเก็บเงินได้อย่างสม่ำเสมอ หลายครั้งมาจากการจัดระบบการเงินเอาไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการหักออมอัตโนมัติ การลงทุนแบบ DCA อัตโนมัติ หรือการแยกบัญชีใช้จ่ายออกจากบัญชีลงทุน เพราะยิ่งต้องตัดสินใจเรื่องเงินบ่อยเท่าไร โอกาสใช้อารมณ์นำเหตุผลก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
6. มองภาษีเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนความมั่งคั่ง
หลายคนมองภาษีเป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คนที่วางแผนการเงินเป็น มักมองภาษีเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของการบริหารทรัพย์สิน แก่นของเรื่องนี้อยู่ที่การรู้จักสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายเปิดช่องไว้ และนำมาใช้ให้เหมาะกับแผนการเงินของตัวเอง การลงทุนผ่าน RMF หรือ ThaiESG จึงไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องลดหย่อนภาษี แต่ยังเปลี่ยนเงินส่วนหนึ่งให้กลายเป็นการลงทุนระยะยาวได้ในเวลาเดียวกัน
7. วินัยสำคัญกว่ารายได้
นี่อาจเป็น Mindset ที่สำคัญที่สุด เพราะโลกเต็มไปด้วยตัวอย่างของคนรายได้สูงแต่ไม่มีเงินเก็บ และก็เต็มไปด้วยคนรายได้ระดับปานกลางที่ค่อย ๆ สร้างฐานะขึ้นมาได้ คนจำนวนไม่น้อยหาเงินเก่ง แต่สุดท้ายเหลือเงินไม่มากนัก ขณะที่บางคนมีรายได้ธรรมดา กลับสะสมทรัพย์สินได้มากขึ้นทุกปี ความแตกต่างมักเกิดขึ้นหลังจากหาเงินมาได้แล้ว ว่าจะบริหาร จัดการ และรักษาเงินก้อนนั้นไว้อย่างไร
หากย้อนกลับไปดูเรื่องราวของโรนัลด์ รีด กับ ริชาร์ด ฟัสโคน จะพบว่าชีวิตการเงินของคนสองคนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยระดับการศึกษา หรือรายได้ที่เคยได้รับ แต่ถูกกำหนดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวันเป็นเวลาหลายสิบปี
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่เราหาเงินได้มากที่สุด หากเกิดขึ้นในวันที่เราเริ่มคิดเรื่องเงินต่างออกไปจากเดิมเพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินทุกก้อนล้วนสะท้อนวิธีคิดของเจ้าของมันเสมอ และเมื่อวิธีคิดเปลี่ยน พฤติกรรมก็เปลี่ยนตาม ส่วนผลลัพธ์ทางการเงินก็เป็นเพียงสิ่งที่ค่อย ๆ ตามมาในภายหลัง
ที่มา : หนังสือ The Psychology of Money ,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา