
ช่วงที่ผ่านมามีเหล่า “นักเรียนติดทุน” ออกมาแชร์ประสบการณ์ว่ารับทุนรัฐบาลไปเรียนต่อแล้ว ต้องเจอความท้าทายหลายเรื่อง ทั้งกลับมาไทยแต่หน่วยงานไม่มีตำแหน่งที่ตรงสาย บางคนมีตำแหน่งให้เข้าทำงานแต่เงินเดือน สวัสดิการไม่ตรงกับสัญญาที่เซ็นไป บางกรณีเจอปัญหาชีวิตไม่สามารถทำงานใช้ทุนได้ สุดท้ายกลายเป็นหนี้หลักสิบล้านบาท
สรุปแล้ว “ชีวิตนักเรียนทุนรัฐ” ต้องแบกรับความเสี่ยงและเจออุปสรรคอะไรบ้าง? มาเจาะลึกรากของปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีวางแผนก่อนจะตัดสินใจรับทุน
คำว่า “นักเรียนติดทุน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ได้เป็นกระแสแค่ในปี 2569 เท่านั้นแต่ย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มี YouTube ช่อง “ห้องทดลองตึ๋งหนืด” ของ ดร.วิศรุต ปิ่นรอด นักเรียนที่รับทุนจากกระทรวงวิทย์ฯ ปี 2551 (ปัจจุบันเรียกว่า ทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ซึ่งพอเรียนจบปริญญาเอกจากสหรัฐฯ ก็กลับมาทำงานที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยี (NANOTEC)
ดร.วิศรุต แชร์ประสบการณ์ที่สะท้อนปัญหา “ทุนไม่ตรงปก” ไว้ว่า ตอน ม. 6 ตัดสินใจรับทุนนี้เพราะต้นสังกัดโฆษณาว่า มีสวัสดิการให้พ่อแม่เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามจริง เงินเดือนดี แต่พอเรียนจบกลับมาบรรจุทำงานจริงนั้น ชื่อตำแหน่งเหมือนเดิมแต่เงินเดือนน้อยกว่าเดิม 2 เท่า สวัสดิการเปลี่ยนไปมาก เช่น พ่อแม่อายุเกิน 65 ปี เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกิน 1,000 บาท/ครั้ง เป็นต้น ซึ่งในสัญญาทุนมีการระบุเงื่อนไขไว้ว่า คนรับทุนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขได้ด้วย…
การรับทุนทั้ง ปริญญาตรี โท จนถึงปริญญาเอก ทำให้เขาติดใช้ทุนรวม 22 ปี แม้จะทำงานใช้ไปแล้ว 3 ปี แต่ถ้าตัดสินใจจ่ายค่าปรับแทนการทำงานยังต้องจ่ายถึง 45 ล้านบาท ดังนั้นทางที่เขาเลือกคือ ทำงานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะใช้ทุนหมดที่อายุ 52 ปี ภายใต้เงื่อนไขว่าเงินเดือนน้อยลงก็ต้องใช้ชีวิตแบบประหยัด ทั้งทำอาหารกินเอง ตัดผมด้วยตัวเอง ไปจนถึงไม่ใช้แอร์หรือเครื่องทำน้ำอุ่นเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า
อีกเคสคือ ดร.เค็ง-ประภากร วินัยสถาพร อดีตนักเรียนทุนปริญญาเอก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตอนนี้อายุราว 50 ปี เคยให้สัมภาษณ์กับ Thairath Plus ไว้ว่า ในช่วงที่เรียน ป.เอก เริ่มเกิดความผิดปกติขึ้น จนทางมหาวิทยาลัยที่อังกฤษได้ส่งตัวเข้ารักษากับจิตแพทย์ในโรงพยาบาล
กระทั่งหลังจากเรียนจบกลับมาทำงานใช้ทุนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในไทยได้ระยะหนึ่ง แต่ด้วยอาการป่วยทางจิตที่ไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่องทำให้เธอเขียนอีเมลลาออกส่งไปถึงอธิการบดี ซึ่งไม่ใช่จดหมายหรือใบลาออกอย่างเป็นทางการตามระเบียบ จนท้ายที่สุดทางมหาวิทยาลัยหันมาฟ้องว่า ดร.เค็ง ผิดสัญญาทุนและเรียกเงินชดเชยถึง 16 ล้านบาท
เคสของ ดร.เค็ง ไปถึงชั้นศาลโดยเธอยื่นเรื่องอุทธรณ์ไปถึงศาลปกครองสูงสุด แต่หลังจากเป็นข่าวบนโลกโซเชียลในช่วงปี 2565 ท้ายที่สุดเธอออกมาเล่าว่า “สรุปในที่ประชุมที่รัฐมนตรี อว. ประกาศออกมาคือจะไม่ต้องให้เราใช้หนี้ ไม่ต้องรอคำสั่งศาล แต่กระทรวง อว. จะไปดำเนินการต่อเองว่าจะไปทำอย่างไรให้ยุติการทวงหนี้ แล้วก็ให้สำนักปลัดกระทรวง อว. หาตำแหน่งราชการให้เรากลับมาทำงาน”
ในปี 2567 ที่ ดร.เค็ง ให้สัมภาษณ์นั้นเธอทำงานเป็นนักวิจัยให้มูลนิธิภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง
แม้ทั้ง 2 เคสนี้อาจไม่ได้สะท้อนปัญหาทั้งหมดที่นักเรียนทุนรัฐต้องเจอ แต่ก็เป็นข้อเตือนใจให้นักเรียนที่ตัดสินใจจะเซ็นสัญญา สร้างข้อผูกมัดในระยะยาว ต้องกลับมาคิดให้ดี
ทุนรัฐบาลมีหลายรูปแบบทำให้ “สัญญาทุน” อาจมีเงื่อนไขและรูปแบบที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละหน่วยงาน แต่ถ้าพูดถึงทุนที่ต้องชดใช้ไปอีกยาวๆ มักเป็นทุนที่นักเรียนมัธยมปลายได้รับ โดยรัฐบาลจะส่งให้เรียนตั้งแต่ระดับ Prep School เพื่อเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย เรียนต่อในระดับปริญญาตรี โท บางรายไปถึงปริญญาเอก
ทุนการศึกษาของรัฐบาลจะออกค่าใช้จ่ายให้หลายอย่าง เช่น ค่าเทอม, ค่าใช้จ่ายรายเดือน, ค่าที่พัก, ค่าประกันสุขภาพ, ค่าหนังสือ-อุปกรณ์การศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะได้เท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหน หรือขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญา
(ตัวอย่างค่าใช้จ่ายของนักเรียนทุนในแต่ละประเทศของ สำนักงาน ก.พ. อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)
เงื่อนไขหลักๆ ที่เด็กทุนอาจไม่ได้อ่านละเอียดคือ ต้องใช้ทุนนานแค่ไหน บางหน่วยงานจะให้ทำงานใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาที่เรียน กรณีที่เรียนไม่จบหรืออื่นๆ ต้องจ่ายทั้ง “ทุนที่ได้ไป” พร้อม “ค่าปรับอีก 2 เท่า” (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสัญญา)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตัวเลขประมาณการเบื้องต้นจากการคำนวณของระบบความรับผิดทางละเมิดและแพ่ง กรมบัญชีกลาง ภายใต้เงื่อนไข: สัญญารับทุนนาน 3 ปี และไม่กลับมาทำงานชดใช้ ข้อมูลเบี้ยปรับอยู่ที่ 2 เท่า ในเงื่อนไขกลับมาทำงานชดใช้, เงินเดือนมีเบี้ยปรับ, เงินทุน/ค่าใช้จ่ายมีเบี้ยปรับ
(ข้อมูลการประมาณการดังกล่าว สืบค้นจาก https://tcls.cgd.go.th/civil-web/education-calculate รวมถึงสอบถามจากกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 10 และ 11 มิ.ย. 2569)
ทุนการศึกษาเป็นโอกาสสำหรับคนที่ต้องการเสมอ แต่ก่อนจะเลือกเซ็นสัญญาทุน ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน เราต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง Thairath Money รวบรวมมาไว้ที่นี่แล้ว
สุดท้ายแล้ว “ทุนการศึกษาภาครัฐ” เป็นโอกาสของชีวิตแต่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เราต้องทำความเข้าใจสัญญาหรือเงื่อนไขต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนเซ็นตกลงไป ส่วนภาครัฐอาจต้องสร้างความเข้าใจกับนักเรียนที่สมัครเข้ามาขอทุนให้ชัดเจนและโปร่งใส หรือปรึกษาได้เสมอเมื่อนักเรียนทุนเกิดปัญหา แม้ว่าค่าปรับการผิดสัญญาทุนจะมีไว้เพื่อป้องกันให้คนที่ได้ทุนรัฐต้องกลับมาทำงาน ลดค่าเสียโอกาสของประเทศไทย แต่เงื่อนไขต่างๆ ก็ควรจะเปิดเผยและอธิบายให้เคลียร์ตั้งแต่ก่อนเซ็นเสมอ
อ้างอิงที่มา สำนักงาน ก.พ., oeadc, กรมบัญชีกลาง, นักวิทย์ติดทุน, ThairathPlus, 9arm, ห้องทดลองตึ๋งหนืด
หมายเหตุ ณ วันที่ 13 มิ.ย. 2569 ระบบคำนวณการปฏิบัติราชการชดใช้ของทางกรมบัญชีกลางแจ้งว่าอยู่ระหว่างการปรับปรุง
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney