
ไทยก้าวสู่อันดับ 2 อาเซียนที่แก่เร็วสุด! เจาะลึกบทเรียนสุขภาพ การเงิน และคำสั่งเสียก่อนวาระสุดท้าย ถอดรหัส "Blue Zone" สิงคโปร์ สู่ทางรอดคนรุ่นใหม่ใน "มนุษย์ต่างวัย Fest 2026" อายุยืนอย่างไรให้จอย
รู้หรือไม่ว่า วันนี้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่จุดพีกในฐานะประเทศที่มีอัตราการเติบโตของผู้สูงอายุสูงเป็น “อันดับ 2 ของอาเซียน” เป็นรองเพียงแค่สิงคโปร์เท่านั้น
ในมุมหนึ่ง นี่คือความสำเร็จทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ยืดอายุขัยของมนุษย์ให้ยาวนานขึ้น ทว่าในมุมเศรษฐกิจและการเงิน นี่คือสัญญาณเตือนภัยเงียบ (Wake-up Call) ระดับประเทศ เพราะเมกะเทรนด์ Longevity หรือการอายุยืน อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินและคุณภาพชีวิตทันที
หากเรา “อายุยืนแต่ไม่แข็งแรง” ล้มป่วยเรื้อรังในช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต จนต้องผลาญเงินเก็บทั้งหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล หรือที่แย่กว่านั้นคือ การส่งต่อ “ภาระ” แทนที่จะเป็น “มรดก” ให้กับคนรุ่นหลัง
Thairath Money สรุปใจความสำคัญจากเวที Main Stage ในงานใหญ่แห่งปี มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ ชวนมาเจาะลึกมุมมองทางเลือก-ทางรอด ทั้งมิติสุขภาพ จิตวิทยา และนโยบายขับเคลื่อนสังคม เพื่อเตรียมรับมือกับชีวิตครึ่งหลังที่คุณต้องอยู่ยาวกว่าที่เคยตั้งใจไว้
ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ในเชิงเศรษฐกิจสุขภาพ คือการคิดว่าเมื่อป่วยก็แค่เงินถึง หมอเก่ง คุมโรคได้ด้วยยา แต่ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์และผู้ก่อตั้งเพจ “ปลดล็อกกับหมอเวช” ได้กระตุกความคิดให้เรามองหา “ต้นทาง” ของโรค
“อย่ารักษาโรคด้วยการกินยาตามหมอสั่งเพียงอย่างเดียว เพราะยาช่วยแค่กลไกทางร่างกาย แต่ไม่ได้แก้ที่พฤติกรรม”
ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวานที่เกิดจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป หากเราพึ่งพาแต่ยาในการคุมน้ำตาล แต่ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ต้นทุนชีวิตและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะบานปลายในระยะยาว สิ่งสำคัญในยุคที่ข้อมูลการตลาดและอาหารเสริมโถมกระหน่ำ คือเราต้องมีศักยภาพในการ “แยกแยะข้อมูลการแพทย์ออกจากโฆษณา”
สูตรสำเร็จของการต่อจิ๊กซอว์ร่างกายให้แข็งแรงจนถึงวัย 100 ปี โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนโตซื้ออาหารเสริมฉบับหมอประเวช นั่นคือสัจธรรมพื้นฐาน : กิน นอน ออกกำลังกาย รักษาความสัมพันธ์กับผู้คน ธรรมชาติ และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการหมั่นทบทวนตัวเองเมื่อเข้าสู่วัย 40+ เพื่อทลายกำแพง “กฎของการเป็นคนดี” หรือความคาดหวังในอดีต แล้วหันมาเลือกสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางใจ
มิติของการวางแผนการเงินในยุค Longevity ไม่ได้จบลงแค่การมีเงินใช้จนถึงวันตาย แต่ครอบคลุมไปถึง "การส่งต่อมรดกอย่างมีศักดิ์ศรี" นพ.ประเวช ได้ให้แง่คิดสำคัญในเรื่องการเผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะหนีหรือปฏิเสธ จนทำให้ชีวิตวัยเกษียณถดถอยและเต็มไปด้วยความกลัว
การเตรียมตัวสู่วาระสุดท้ายที่สงบและไม่ทิ้งภาระไว้ให้ลูกหลาน สามารถทำได้ผ่านการจัดการ 2 เรื่องสำคัญ
ในระดับนโยบายและการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม (CAPSI) ได้เปิดมุมมองผ่านแนวคิด Asean Blue Zones หรือพื้นที่ที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและอายุยืนยาว
หากดู Blue Zones ดั้งเดิม 5 แห่งของโลก (เช่น โอกินาวา หรือ ซาร์ดิเนีย) ประชากรอายุยืนยาวจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามธรรมชาติ
แต่กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดสำหรับไทยคือ "สิงคโปร์" ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Blue Zone 2.0 (Man-Made Blue Zone) เมืองที่รัฐบาลตั้งใจออกแบบขึ้นมาผ่านนโยบายสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้คนเดินได้ เมืองมีสวนสาธารณะ และระบบสาธารณสุขที่ส่งเสริม Active Ageing
สำหรับประเทศไทย นพ.สมศักดิ์ มองว่าเรามี "ต้นทุนเดิม" ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว 3 ด้าน คือ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อบอุ่น, ความหลากหลายของอาหารรสเลิศ, และความผูกพันในความเชื่อทางจิตใจ แต่สิ่งที่เราต้องลงทุนเพิ่มคือ "โครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชน" เพราะการเปลี่ยนทั้งประเทศอาจใหญ่เกินไป การเริ่มต้นทำ Blue Zones ระดับชุมชนคือคำตอบ ปัจจุบันกำลังมีโครงการพัฒนา เมืองระยอง ให้เป็นเมืองคู่แฝดกับฟุกุโอเกะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อออกแบบพื้นที่และกิจกรรมให้ประชากรในวัย 80ปียังคงใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและกระฉับกระเฉง ผ่านหลักการ 9 ข้อ (Power 9) โดยมีสิ่งสำคัญที่สุดคือการมี "เป้าหมายในชีวิต" (Purpose)
ปิดท้ายด้วยข้อคิดอันเฉียบคมจากนักการเมืองอาวุโสวัย 87 ปี “ชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ผลักดันแนวคิด "เบี้ยผู้สูงอายุ" ในประเทศไทย ที่ส่งสัญญาณเตือนและให้บทเรียนแก่คนรุ่นหนุ่มสาวในเรื่องของ "เวลา"
“วัย กับ เวลา ไม่กลับมาอีกแล้ว วัยที่ทำอะไรได้ ใช้โอกาสนั้นซะให้ดี อย่าผัดวันประกันพรุ่ง”
อดีตนายกฯ ชวน เน้นย้ำว่า ความเก่งกาจและเฉียบคมบางด้านในชีวิต เช่น การเล่นดนตรี หรือการเล่นกีฬา จำเป็นต้องอาศัยช่วงวัยที่เหมาะสม ดังนั้นในวัยที่ยังมีแรง ดิ้นรนได้ ต้องดิ้นรนและใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด
พร้อมทั้งตอกย้ำในทิศทางเดียวกับทางการแพทย์ว่า "อายุยืน ไม่ควรยืนอยู่บนเตียง (ติดเตียง)" แม้บริบทสังคมไทยจะมีวัฒนธรรมการกตัญญูเลี้ยงดูพ่อแม่ไม่ทอดทิ้งกัน แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่คนไทยทุกคนทำได้ในวันนี้ คือการดูแลตัวเองให้ดีตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง เลือกอาหาร ออกกำลังกาย เพื่อรองรับอายุขัยที่ยาวนานขึ้น และไม่สร้างภาระทางการเงินให้กับระบบสาธารณสุขรวมถึงครอบครัวในอนาคต
สรุป เมกะเทรนด์ Longevity ไม่ใช่เรื่องของคนชรา แต่เป็นเรื่องของ "คนรุ่นใหม่" ที่ต้องวางแผนตั้งแต่วันนี้ ทั้งการบริหารพอร์ตการเงินเพื่อรองรับอายุขัยที่ยาวนานกว่าเดิม การลงทุนในสุขภาพ (Health Asset) เพื่อป้องกันการติดเตียง และการออกแบบเป้าหมายชีวิตในครึ่งหลัง เพราะสุดท้ายแล้ว การมีชีวิตที่ยืนยาวจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราอยู่แบบไม่ "จอย" และไม่มีความสุข
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney