เคลม EV ยังสูง! BKI เร่งปรับพอร์ตประกันรถยนต์ ปี 2569 หั่นเป้าเบี้ยรับรวมโตเหลือ 4%

Personal Finance

Insurance

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เคลม EV ยังสูง! BKI เร่งปรับพอร์ตประกันรถยนต์ ปี 2569 หั่นเป้าเบี้ยรับรวมโตเหลือ 4%

Date Time: 18 มี.ค. 2569 17:27 น.

Video

บทเรียนจากวิกฤติ สู่แผนลงทุนปี 2026 จากงาน "THE INVESTORS" | SET x Thairath Money

Summary

บริษัท กรุงเทพประกันภัยฯ คาดเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าปี 2569 อยู่ที่ 400-500 ล้านบาท, คิดเป็น 2% ของพอร์ต

  • การแข่งขันและเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลให้การเติบโตของธุรกิจประกันภัยลดลง, ปรับเป้าหมายเหลือ 4%
  • บริษัทฯ เน้นรักษาอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss ratio) ที่สมดุล, ไม่เน้นแข่งราคา
  • บริษัทฯ ขยายผลิตภัณฑ์ประกันภัยกลุ่มไลฟ์สไตล์ เช่น ประกันเดินทาง, ประกันนักดำน้ำ, และประกันโรคร้ายแรง
  • ความเสี่ยงภัยในไทยสูงขึ้น, มีเคลมความเสียหายแผ่นดินไหวและน้ำท่วมจำนวนมากในปีที่ผ่านมา

Latest


สงครามราคารถไฟฟ้าทำให้หลายคนที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วยังเจ็บจาก “ราคารถที่ร่วงลง” ไหนจะกังวลว่าปีถัดไป ทุนเอาประกันจะลดลงไปแค่ไหน หรือบริษัทประกันภัยจะรับประกันต่อไหม คำถามเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ธุรกิจประกันภัยต้องปรับตัวและหาทางออกไปพร้อมกัน

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มองว่า ทั้งการแข่งขันและการขยายตัวของยอดขายรถยนต์อาจลดลงจากปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะปัจจัยกระตุ้นอย่าง มาตรการอุดหนุนรถ EV 3.0 หมดไปเมื่อปลายปีก่อน แม้จะมี EV 3.5 แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ชะลอลงอาจทำให้การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ยังยากขึ้น 

ทั้งนี้ พอร์ตการรับประกันภัยรถไฟฟ้าของบริษัทฯ ในปี 2569 ยังขยายตัวอย่างระมัดระวังและเข้มงวด จากอัตราค่าสินไหมทดแทนที่ 70% ยังเป็นพอร์ตที่ไม่สร้าง Bottom line ที่เป็นบวกได้ (ไม่ทำกำไร) เพราะค่าซ่อมที่ค่อนข้างแพง เช่น ไม่ซ่อมในส่วนที่เสียหายแต่เน้นเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ทำให้ค่าสินไหมสูงขึ้นตาม แต่เราไม่สามารถฝืนเทรนด์รถไฟฟ้าได้ จึงมีการรับประกันภัยต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ทำการตลาดมากนัก

ปี 2569 นี้คาดว่า บริษัทฯ จะมีเบี้ยรถไฟฟ้าจะอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท คิดเป็น 2% ของพอร์ตประกันภัยรถยนต์ของบริษัท เติบโตจากปี 2568 ที่มีเบี้ยฯ ราว 380 ล้านบาท ที่มีจำนวนการรับประกันรวม 12,000 คัน จากทั้งตลาดที่จดทะเบียนในไทยทั้งหมดอยู่ที่ 123,000 คัน

ส่วนภาพรวมธุรกิจปี 2569 จากเดิมตั้งเป้าหมายท้าทายที่จะเติบโตเกือบ 8% แต่จากความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงปรับลดลงมาสู่ระดับ 4% หรือเบี้ยรับรวมที่ 32,600 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะภาพรวมเศรษฐกิจที่อาจชะลอลง จาก สงครามซึ่งหากลากยาว-ยืดเยื้อนาน 3-6 เดือนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่านราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น และเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก


ดังนั้น จากเดิมที่หลายฝ่ายคาด GDP ไทยที่อยู่ 2.0% แต่เมื่อเกิดสงครามอาจส่งผลกระทบให้ GDP ลดลง 0.1-0.3% ทำให้ภาคธุรกิจประกันภัยที่มักเติบโตตามเศรษฐกิจต้องปรับตัวไปด้วย

นอกจากนี้ ในภาพรวมความเสี่ยงภัยของประเทศไทยปรับสูงขึ้น ทำให้เบี้ยประกันภัยต่อเพิ่มขึ้น แต่บริษัทฯ ยังต้องซื้อประกันภัยต่ออย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา มีเคลมความเสียหายแผ่นดินไหว 4,800-4,900 เคสน้ำท่วมมีความเสียหายสูง แบ่งเป็นประกันภัยทรัพย์สิน 1,800 ล้านบาท ประกันภัยรถยนต์ 550 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทฯ ต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจโดยไม่เน้นเติบโตประกันภัยรถยนต์เชิงปริมาณ แต่เน้นให้กำไรที่เติบโตต่อเนื่อง เพื่อรักษาอัตราค่าสินไหมทดแทน (Loss ratio) ที่สมดุลจากปัจจุบันที่อยู่ราว 60% กว่าๆ โดยอัตราการต่ออายุ 80% ในปี 2568 แต่ปี 2569 อาจลดลงเพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจจะให้ความสำคัญกับราคาเบี้ยประกันภัยมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ ไม่ได้เน้นแข่งหั่นราคาแต่เน้นคุณภาพมากกว่า และยังมีแบบประกันประเภท 2+, 3+ เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้ 

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ทางบริษัทฯ จะขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไลฟ์สไตล์มากขึ้น เช่น ประกันภัยเดินทางต่างประเทศ, ประกันภัยนักดำน้ำ (ในไทย), ประกันโรคร้ายแรง (คุ้มครอง 11 โรคร้ายแรงและเบาหวาน), ประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3+ Super Special (คุ้มครองภัยน้ำท่วม, โจรกรรมทรัพย์สินภายในรถ ฯลฯ) รวมถึง Micro Insurance ในหลายรูปแบบ


อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ