เศรษฐกิจไม่ดี การงาน“ไม่มั่นคง” ทำไม ผู้หญิง-ผู้ชายยุค 2026 มองการมีลูก คือการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เศรษฐกิจไม่ดี การงาน“ไม่มั่นคง” ทำไม ผู้หญิง-ผู้ชายยุค 2026 มองการมีลูก คือการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด

Date Time: 28 เม.ย. 2569 10:07 น.

Video

CoreWeave คือใคร ? จากขุดคริปโตฯสู่ Data Center โมเดลธุรกิจที่ฉลาด จนโลกงง | Digital Frontiers EP.59

Summary

เมื่อการมีลูก 1 คน อาจแลกด้วย เงินล้าน ที่หายไปจากพอร์ตครอบครัว ทำไมคู่รักยุค 2026 ถึงมองเป็นการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด

Latest


ในวันที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้นจนน่าใจหาย และคำว่า “งานที่มั่นคง” เริ่มกลายเป็นแค่ คำที่เคยอยู่ในพจนานุกรมเท่านั้น เพราะปัจจุบันหลายคู่รัก อาจกำลังนั่งปรึกษากันบนโต๊ะอาหาร จากแรงบีบคั้นของครอบครัวใหญ่ ว่า “เราพร้อมจะมีลูกจริงๆ แล้วหรือ?”

จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุ ชัดเจนว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค “เกิดน้อยถาวร” (Permanent Low Fertility) อย่างเต็มรูปแบบ 

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียง 4.2 แสนคน และมีแนวโน้มดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าตกใจ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่อยากมีภาระ แต่มันคือการคำนวณ “ความเสี่ยง” บนบรรทัดฐานของโลกยุคใหม่ เมื่อการมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึง ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำสัญญาผูกพันระยะยาว 20 ปีที่ย้อนกลับไม่ได้ (Irreversible Investment)

การมีลูก กับ “ High-End Consumption" คณิตศาสตร์ของความเสี่ยงทางการเงิน

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและแหล่งข้อมูลทางการเงินระบุว่า การเลี้ยงลูกหนึ่งคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพพื้นฐาน ต้องใช้เงินเฉลี่ยอย่างน้อย 1.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ต่อหัวของคนไทยถึง 6.3 เท่า แต่หากเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ต้องการคุณภาพการศึกษาระดับเอกชนหรือนานาชาติ ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ในกรอบ 8 ล้านถึง 37 ล้านบาท 

คณิตศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ทำให้ประชากรวัยทำงานมองเห็น "ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง" ตลอดวงจรชีวิต หากเลือกที่จะมีบุตรในสภาวะที่รายได้ไม่มั่นคง

ประมาณการค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร 1 คน (สะสมถึงอายุ 22 ปี) ตามระดับฐานะ

  • ครอบครัวทั่วไป (Standard)  1.6 - 2  ล้านบาท 
  • ครอบครัวชนชั้นกลาง (Mid-Tier)   8.0 - 12 ล้านบาท
  • ครอบครัวระดับสูง (Premium) 37 ล้านบาทขึ้นไป 

นอกจากต้นทุนที่มองเห็นได้แล้ว ยังมี "ค่าใช้จ่ายแฝง" (Hidden Costs) ที่เพิ่มขึ้นตามพลวัตของโลกปี 2026 ด้วย เช่น ค่าประกันสุขภาพเด็กที่เบี้ยประกันพุ่งสูงขึ้นตามความเสี่ยงด้านมลพิษ PM2.5 และโรคอุบัติใหม่  รวมถึงค่าเทคโนโลยีสำหรับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการเรียนพิเศษในทักษะแห่งอนาคต  

ทำไมการมีลูกถึงกลายเป็นความเสี่ยงระดับ Ultra-High Risk?

ในสายตาของคนยุค 2026 การมีลูกยังถูกมองผ่านฟิลเตอร์ของนักลงทุนมากขึ้น หาก "สภาพคล่อง" ในชีวิตยังติดลบ และ "ที่อยู่อาศัย" ยังเป็นเพียงความฝันที่เอื้อมไม่ถึง 

หรือ มีภาระหนี้การศึกษาของตนเองอยู่แล้ว การเพิ่มสมาชิกใหม่ในครอบครัวจึงดูเหมือนการทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับสินทรัพย์ที่พยากรณ์อนาคตไม่ได้ 

  • ต้นทุนเสียโอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้: โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เมื่อโครงสร้างทางสังคมยังไม่เอื้อให้เธอเป็นทั้ง "แม่ที่สมบูรณ์แบบ" และ "พนักงานที่ก้าวหน้า" ไปพร้อมกันได้
  • Quality–Quantity Trade-off: ในโลกที่ต้องแข่งกับ AI และเทคโนโลยี พ่อแม่ยุคนี้ยอมที่จะ "ไม่มี" เสียดีกว่า ถ้าไม่สามารถปั้นลูกให้เป็น "ประชากรคุณภาพ" ที่มีแต้มต่อในสังคมได้

ปรากฏการณ์ Motherhood Penalty และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเพศ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ "ผู้หญิง" ในปี 2026 ยังมองว่าการมีลูกคือความเสี่ยงที่สุด คือปรากฏการณ์ "Motherhood Wage Penalty" หรือบทลงโทษทางรายได้จากการเป็นแม่ 

งานวิจัยเชิงลึกในประเทศไทยพบว่า แรงงานหญิงที่มีบุตรจะมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าแรงงานหญิงที่ไม่มีบุตรเฉลี่ย 7.6 % และความแตกต่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้นในภาครัฐซึ่งอาจสูงถึง 9.2% เมื่อเปรียบเทียบในระยะยาว ผู้หญิงที่มีลูกจะมีโอกาสถึงจุดสูงสุดของอาชีพ (Career Peak) ช้ากว่าเพื่อนร่วมงานที่ไม่มีบุตร และมักจะติดอยู่กับ "เพดานแก้ว" (Glass Ceiling) เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูที่สังคมยังคงคาดหวังให้เป็นบทบาทหลักของผู้หญิง

การศึกษาระบุว่า "บทลงโทษ" นี้จะรุนแรงที่สุดเมื่อผู้หญิงมีอายุประมาณ 33 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตทางอาชีพมีความสำคัญสูงสุด โดยผลกระทบทางรายได้อาจลดลงถึง 22% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่มีบุตร 

สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงยุค 2026 ตระหนักว่า การมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสีย "มูลค่าตลอดช่วงชีวิต" (Lifetime Value) จากการทำงานที่ลดลง ซึ่งเป็นการขาดทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยากจะยอมรับได้ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

ในทางกลับกัน แม้ผู้ชายจะไม่ได้รับบทลงโทษทางรายได้ที่ชัดเจนเท่าผู้หญิง แต่ผู้ชายไทยในยุคปัจจุบัน ก็ต้องเผชิญกับความกดดันในฐานะ "ผู้หาเลี้ยงหลัก" (Primary Breadwinner) ท่ามกลางวิกฤติความเปราะบางทางการเงิน 

ปัญหา "หมุนเงินไม่ทัน" และการใช้สินเชื่อดิจิทัลมาโปะหนี้กลายเป็นอาการปกติของชายไทยวัยทำงาน ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าการมีบุตรคือการเพิ่มความรับผิดชอบที่ตนเองไม่มีกำลังพอจะแบกรับได้ และนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มละลายทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในหน้าที่การงาน

ทัศนคติของ Gen Z และ Millennials ความมั่นใจในตัวเองที่สวนทางกับการสร้างครอบครัว

ประชากรกลุ่ม Gen Z (อายุ 18-30 ปี) และ Millennials (อายุ 31-45 ปี) ในปี 2026 ยังมีชุดความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากการสร้างฐานะแบบเดิม นิยามของ "ความสำเร็จ" ของคนรุ่นนี้ไม่ได้วัดที่ทรัพย์สินถาวรอย่างบ้านหรือรถยนต์ 

ซึ่ง 86% ของ Gen Z มองว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่เป็นภาระมากกว่าการลงทุน แต่พวกเขาวัดความสำเร็จที่ "อิสรภาพและการควบคุมชะตาชีวิต" 

ขณะที่ 69% ของ Gen Z เชื่อว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจคือส่วนหนึ่งของความฝัน เพราะช่วยให้พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง

ทัศนคติทางการเงินที่เน้น "ความสุขในวันนี้" (Living for Today) แต่ไม่ทิ้งการวางแผนอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะลงทุนในตนเองและการสัมผัสประสบการณ์ชีวิตมากกว่าการสะสมทุนเพื่อส่งต่อให้ทายาท 

ข้อมูลจากสำรวจพบค่านิยมที่น่าสนใจว่า  88%  ของ Gen Z ต้องการเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อความมั่งคั่งที่รวดเร็ว แต่เป้าหมายของการออมนั้นไม่ใช่เพื่อการศึกษาของบุตร แต่เพื่อ "การเกษียณที่รวดเร็ว" (FIRE Movement) และการมีสุขภาพจิตที่ดีจากการไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

ปรากฏการณ์ "DINKs" (Double Income, No Kids) จึงกลายเป็นโมเดลครอบครัวที่มั่นคงที่สุดในเชิงเศรษฐกิจของปี 2026 คู่รักกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 4.8 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าครอบครัวที่มีลูกถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี อิสระทางการเงินที่เหนือกว่าทำให้กลุ่ม DINKs สามารถเข้าถึงการบริโภคระดับพรีเมียมและการท่องเที่ยวโดยไม่มีความกังวล 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของกลุ่มนี้คือการวางแผนเกษียณอายุที่มักจะถูกละเลย โดย 58% ของ DINKs ยังไม่ได้เริ่มต้นแผนเกษียณอย่างจริงจัง เนื่องจากขาดแรงกระตุ้นหรือความรู้สึกเร่งด่วนเมื่อเทียบกับคนที่มีลูก

นโยบายรัฐบาลไทย ความพยายามที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง

ในขณะที่สถานการณ์ประชากรไทยเข้าขั้นวิกฤติด้วยอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี และจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งแซงหน้าจำนวนการเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พยายามนำเสนอนโยบายเพื่อจูงใจให้ประชาชนมีบุตร เช่น การให้เงินอุดหนุนเดือนละ 1,200 ถึง 5,000 บาท หรือการเพิ่มสิทธิวันลาคลอด 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการวิเคราะห์พบค่านิยมที่ชัดเจนว่าการ "แจกเงิน" เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคนยุคนี้ได้ จากข้อจำกัดต่างๆ เช่น 

  1. การลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์: ประเทศไทยใช้งบประมาณเพื่อดูแลเด็กเล็กเพียง 0.25% ของ GDP ขณะที่ยูนิเซฟแนะนำว่าควรอยู่ที่ 1-2% 
  2. ความไม่ยั่งยืนของสวัสดิการ: เงินอุดหนุน 600-1,000 บาทต่อเดือน ไม่สามารถชดเชยค่าครองชีพจริงที่ประเมินว่าควรอยู่ที่ 2,500-5,000 บาทต่อเดือนสำหรับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ 
  3. ปัญหาการเข้าถึง: ระบบการพิสูจน์ความจนทำให้มีเด็กตกหล่นไม่ได้รับสวัสดิการถึง 30% ของกลุ่มเป้าหมาย 
  4. ขาดมาตรการเชิงโครงสร้าง: นโยบายส่วนใหญ่เน้นการช่วยเหลือเป็นรายครั้ง แต่ขาดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น การส่งเสริมให้พ่อมีบทบาทในการเลี้ยงดู (Paternity Leave) และการสร้างศูนย์เด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้าน 

ความล้มเหลวในการจัดหา "ความปลอดภัยเชิงระบบ" (Systemic Security) ยังเป็นฟางอีกเส้น ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มองว่านโยบายรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร

ทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า สำหรับคนยุค 2026 การ "ไม่ลงทุน" ในการมีลูก อาจถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ที่ดีที่สุด เพื่อรักษาความมั่นคงส่วนบุคคลและคุณภาพชีวิตของตนเองท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง การตัดสินใจนี้ ยังสะท้อนถึงการ "เอาตัวรอด" ในระดับส่วนบุคคลอย่างแท้จริงอีกด้วย 

ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank ,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหิดล ,มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ,ttb,ธปท.

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney

 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ