
เปิดเทอมนี้ “เรียนฟรี” อาจมีแค่ในนโยบาย แต่ในชีวิตจริง พ่อแม่กำลังจ่ายแพงกว่าที่คิด เมื่อ "ค่าใช้จ่ายแฝง" ล้นระบบ และรัฐมองไม่เห็น
ใกล้เข้าสู่ช่วง "พฤษภาคม" เดือนที่กระเป๋าสตางค์ของพ่อแม่ - ผู้ปกครองทั่วประเทศ กลับมาสั่นสะเทือนอีกครั้ง เพราะ ลูกๆหลาน กำลังจะเปิดเรียนปีการศึกษาใหม่
ขณะที่คำว่า "เรียนฟรี" คำมั่นสัญญาที่ฟังดูดีในทุกยุคสมัย แต่สำหรับพ่อแม่คนไทยในโลกความเป็นจริง นี่เป็นเพียงนโยบายทิพย์ และ "มหกรรมหนี้สิน" ย่อมๆ ก่อนถึงวันเปิดเทอม เพราะตัวเลขที่รัฐอุดหนุนกับค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริง สวนทางกันอย่างน่าตกใจ
จนเกิดคำถาม ว่า เรากำลังฟรี แค่ชื่อหรือไม่?
จากข้อมูลเงินอุดหนุนปี 2569 รัฐจัดสรรงบประมาณให้นักเรียนไทยแบบ "รายหัว" ที่พอแยกย่อยออกมา กลับกลายเป็นเงินจำนวนน้อยที่แทบจะซื้ออะไรไม่ได้ในยุคค่าครองชีพแพง
รายการค่าใช้จ่าย
และแม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีประกาศห้ามเก็บค่าใช้จ่าย 22 รายการ (เช่น ค่าเล่าเรียน, อินเทอร์เน็ต, ห้องสมุด) แต่ในทางปฏิบัติ กลับมี "ค่าใช้จ่ายแฝง" งอกออกมาเหมือนดอกเห็ด ในบางโรงเรียน เช่นกัน
ล่าสุด “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือ "การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน" และช่องว่างใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาเรียกเก็บเงินยิบย่อย
" ปัจจุบันผู้ปกครองยังถูกเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่รัฐบอกว่าครอบคลุม 22 รายการพื้นฐานแล้ว แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังคงถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบของค่าบำรุงการศึกษา และค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรม หรือแม้แต่ค่าเดินทางและอินเทอร์เน็ต “
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า หากบ้านไหนไม่มีเงินสำรอง 5,000 - 20,000 บาท ก่อนเปิดเทอม สิ่งที่ตามมาคือการพึ่งพาหนี้นอกระบบ เพื่อแลกกับอนาคตของลูก
จนชวนตั้งคำถาม ว่า ถึงเวลาหรือยัง? ที่รัฐต้องเลิกอุดหนุนแบบ "เศษเสี้ยว" แล้วหันมามองความจริงว่า ค่าใช้จ่ายในการเรียน 1 คนต่อปีนั้นมหาศาลเพียงใด และต้องกำจัด "ค่าใช้จ่ายแฝง" ให้หมดไปเพื่อให้คำว่า เรียนฟรี เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่สโลแกนขายฝันตอนหาเสียงเท่านั้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ชวนติดตาม คือ การประกาศนโยบายเมื่อครั้งหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุไว้ว่า แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังไม่ใช่การเรียนฟรีที่แท้จริง อีกทั้งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงปรากฎให้เห็นอยู่ และพบว่ามีเด็กกว่า 1 ล้านคน ถูกผลักออกจากระบบการศึกษาพรรคภูมิใจไทยจึงเสนอนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม พลัส” ที่จะทำให้การเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จะเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยแค่ไหน.
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney