
ส่องอินไซต์ "เศรษฐกิจคนโสด 2026" เมื่อคนเมืองกว่า 41% เลือกครองตัวเป็นโสดเพื่ออิสรภาพทางการเงิน พร้อมเปิดพฤติกรรมเปย์ตัวเองหนักแต่สู้ยิบตาเพื่อวางแผนเกษียณฉบับตัวคนเดียว
เป็นเหมือนกันไหม? ช่วงหลังมานี้ เวลาไถฟีดแล้วเจอรูปงานแต่งหรือรูปเด็กน้อย สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัว ไม่ใช่ความอิจฉาเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่เป็นคำว่า "ค่าใช้จ่ายทั้งนั้น!"
ถ้าตอบคือ ใช่! คุณอาจเป็นหนึ่งในกองทัพ "คนโสดรุ่นใหม่" ที่กำลังครองเมือง และสะท้อนความคิดเรื่องการเงินที่น่าศึกษามากขึ้น ข้อมูลจาก วิจัยกรุงศรี บอกชัดว่าตอนนี้ คนในเมืองอย่างเราๆ ครองตัวเป็นโสดพุ่ง สูงถึง 41% แซงหน้าคนมีคู่ไปเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือ ไร้คนสนใจ หากแต่เป็นการ “เลือก” อย่างมีกลยุทธ์ เพราะในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนแบบปี 2026 การแบกรับความเสี่ยงคนเดียว มันคล่องตัวกว่าเห็นๆ และใครจะไปคิดว่าความโสดที่เคยโดนล้อ จะกลายเป็น "เครื่องยนต์หลัก" ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้ในวันนี้อีกด้วย
ในชุดข้อมูลดังกล่าว ชี้ชัดว่า เราอาจต้องลืมภาพจำเก่าๆ ที่ว่าต้องแต่งงานมีลูกถึงจะสมบูรณ์ เพราะคนโสดยุค 2026 มองว่า "ต้นทุนโอกาส" ของการมีครอบครัวนั้นสูงลิบ จากผลสำรวจพบว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เราไม่ยอมลงจากคานคือเรื่อง ความมั่นคงทางการเงิน (30%) และ เป้าหมายชีวิต (28.5%) ที่อยากจะพุ่งชนก่อน
ที่น่าสนใจคือความเชื่อที่ว่า "โสดแล้วประหยัดกว่า" นั้นรุนแรงมากในหมู่ผู้ชาย โดยผู้ชายที่มีคู่มีแนวโน้มจะมองว่า "ถ้าโสดคงไม่เปลืองเงินแบบนี้" มากกว่าผู้หญิงที่มีคู่ถึง 1.5 เท่า นี่คือความจริงที่แอบซ่อนอยู่ใต้ความสัมพันธ์
ส่วนผู้หญิงยุคใหม่และ Gen Z ก็ชัดเจนว่าไม่ได้โหยหาการมีทายาทมาสืบสกุล แต่ให้ค่ากับการพัฒนาศักยภาพตัวเองและการทำ Work-Life Balance ให้เป๊ะมากกว่า
ในเมื่อไม่ต้องหารเงินกับใคร และไม่ต้องเก็บเงินไว้เปย์ใคร "การลงทุนในทุนมนุษย์" จึงกลายเป็นวาระแห่งชาติของคนโสด เรายินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อเวลาและลดความเครียด
รู้ไหมว่าคนโสดตัวตึง เขาเปย์ค่า "หัตถการและงานผิว" กันหนักมาก เฉลี่ยสูงถึง 20,156 บาทต่อปี หรือราว 4% ของรายได้เลยทีเดียว เพราะคติประจำใจคือ หน้าต้องเป๊ะ ตัวต้องปัง แม้จะไปกินข้าวคนเดียวแบบ Solo Dining หรือออกทริปเที่ยวคนเดียว ก็ต้องดูดีที่สุดในเฟรมภาพ เพราะดูเหมือนว่าความสุขของผู้หญิงกลุ่มนี้ คือการเห็นตัวเลขในบัญชีขยับไปพร้อมกับความสวยที่เพิ่มขึ้น
ที่น่าสนใจอีกประเด็น ในงานวิจัยชิ้นนี้ ยังทดสอบกับความคิดของกลุ่มคนโสด โดยให้ลองจินตนาการว่าถ้าอยู่ดีๆ มีเงินก้อนโตหล่นทับ (Windfall) หรือ ถูกรางวัลที่ 1 ขึ้นมา จะทำยังไง ? ซึ่งพบว่า คนโสดจะจัดการต่างจากคนมีคู่อย่างชัดเจน
โดยถ้าเป็นกลุ่มที่รายได้ยังไม่สูงมาก (ต่ำกว่า 3 หมื่น) ภารกิจแรกคือการ "ปลดหนี้" เพื่อซื้ออิสรภาพคืนมา แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่เริ่มตั้งตัวได้ พฤติกรรมจะข้ามขั้นจากการ "แก้ไขอดีต" ไปสู่การ "สร้างอนาคต" ทันที
โดยคนโสดกว่า 25% จะรีบเอาเงินไปลงในหุ้น กองทุนรวม หรือประกันแบบสะสมทรัพย์ เพราะเรารู้ตัวดีว่าไม่มี "เครือข่ายดูแลยามวิกฤต" หรือรายได้ที่สองจากคู่ครองมาช่วยพยุง การวางแผนการเงินจึงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่มันคือ "เกราะป้องกันตัว" ที่เราต้องสร้างเอง
Part ที่พีคที่สุดของงานวิจัยชิ้นนี้คือเรื่อง "การจัดการทรัพย์สินในวันลาโลก" เมื่อไม่มีลูกหลานให้ต้องพะวง คนโสดยุคนี้จึงปฏิวัติคอนเซปต์มรดกใหม่หมด มีคนโสดเพียง 29% เท่านั้นที่คิดจะทิ้งสมบัติไว้ให้คนในครอบครัวสายเลือดแท้ๆ ที่เหลือคือ "สายทำบุญ" และ "สายใช้เงินเก่ง" ของจริง!
ทั้งหมด สะท้อนว่าคนโสดเริ่มเปลี่ยนนิยามคำว่า "ผู้รับมรดก" จากสายเลือดไปสู่ "เครือข่ายที่ตนเองให้ความสำคัญ" ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ สัตว์เลี้ยง หรือคนที่อยู่เคียงข้างกันจริงๆ ในวันที่เราต้องการใครสักคน
ทั้งนี้ จากผลสำรวจที่พบว่ากลุ่มคนโสดมีแนวโน้มให้ความสนใจเรื่องลงทุน ท่องเที่ยวต่างประเทศ และจ่ายเงินเพื่อดูแลตัวเองรวมถึงทำหัตถกรรมความงามมากกว่าผู้ที่มีคู่และมีครอบครัว ยังได้สะท้อนภาพ “เศรษฐกิจคนโสด” ที่มีรูปแบบการใช้จ่ายเฉพาะตัว และหากแนวโน้มการอยู่เป็นโสดในสังคมไทยยังคงเพิ่มขึ้น วิจัยกรุงศรีฯ คาดว่า กลุ่มนี้อาจกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักในอนาคต ที่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ มากขึ้นอีกด้วย
อ้างอิงข้อมูลจาก: วิจัยกรุงศรีฯ (Krungsri Research 2026)
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney