
จับตาภาวะ"Double Shock"เมื่อน้ำมันโลกแพงบวกค่าไฟจ่อขึ้นราคา เปิด 3 กรณีที่อาจดันบิลค่าไฟพุ่ง ก่อน กกพ.ประกาศค่าFtงวดใหม่ พ.ค.-ส.ค. คนไทยพร้อมรับมือกับค่าครองชีพที่กำลังจะเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง
สถานการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบันกำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนต์ขยับขึ้นไปแตะระดับ 115.73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ 102.77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ผลกระทบจากการขยายตัวของความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้า
แต่สิ่งที่คนไทยต้องจับตาเพิ่มคือ "ค่าไฟ" งวดใหม่ (พฤษภาคม - สิงหาคม 2569) ซึ่งในวันที่ 31 มีนาคมนี้ เป็นวันสุดท้ายที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการคำนวณค่า Ft งวดใหม่ ท่ามกลางคำเตือนจากนักวิชาการถึงภาวะ “ดับเบิลช็อก” (Double Shock) ที่อาจสะเทือนเงินในกระเป๋าคนไทยรอบใหม่
ท่ามกลางนักวิชาการเริ่มเตือนถึงภาวะ “ดับเบิลช็อก” (Double Shock) ที่อาจสะเทือนถึงกระเป๋าเงินคนไทยทั้งประเทศรอบใหม่
ทั้งนี้ โครงสร้างค่าไฟฟ้าที่จ่ายกันทุกเดือน ประกอบด้วย ...
ค่าพลังงานไฟฟ้า + ค่าบริการรายเดือน + ค่า Ft + VAT 7%
โดยตัวแปรสำคัญคือ "ค่า Ft" (Fuel Adjustment Charge) หรือค่าไฟฟ้าผันแปร ซึ่งปรับขึ้น-ลงตามต้นทุนที่การไฟฟ้าควบคุมไม่ได้ หลักๆ คือ ราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่ไทยต้องนำเข้าถึง 40-60% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด
และเมื่อย้อนดูสถิติค่า Ft ในรอบก่อนๆ ที่ผ่านมา
จะเห็นว่าที่ผ่านมา รัฐบาลพยายาม "กด" ค่า Ft ไว้เพื่อไม่ให้เราช็อก โดยในช่วงปี 2568 ค่า Ft เคยอยู่ในระดับสูงถึง 36.72 สตางค์ต่อหน่วย ก่อนจะทยอยลดลงมาตามนโยบายรัฐ จนมาอยู่ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ค่าไฟที่เราจ่ายอยู่ในตอนนี้เป็นการ "ตรึงราคา" ไว้เพื่อบรรเทาภาระประชาชน ทำให้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องแบกรับภาระหนี้สะสมแทนประชาชนไว้กว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าไฟในงวดใหม่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเพื่อทยอยชำระหนี้ดังกล่าว
ทั้งนี้ จากรายงานข่าวล่าสุด กกพ. ได้กางสถานการณ์ 3 กรณี เพื่อให้ประชาชนและรัฐบาลร่วมกันตัดสินใจ ดังนี้
ทั้งนี้ ปัจจุบันเราจ่ายค่าไฟเฉลี่ย อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย (ในกลุ่มทั่วไป)
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ( กกพ. ) ยอมรับว่านี่คือการตัดสินใจที่ "ลำบากใจ" เพราะหากจะตรึงไว้ที่ 3.88 บาทเท่าเดิม รัฐบาลอาจต้องหาเงินอุดหนุนเพิ่มอีกกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง 17 ล้านครัวเรือน
ในมุมมองของนักวิชาการ อย่าง ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ จาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้แสดงความเป็นห่วงถึงภาวะ "ดับเบิลช็อก" ที่ประชาชนต้องแบกรับภาระทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟพร้อมกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพอย่างรุนแรง
โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้เครื่องมือที่มี เช่น เงิน Claw back เข้ามาช่วยประคองราคาค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยต่อไปอีกระยะ แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการก็ควรมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง
เนื่องจากไฟฟ้าคือต้นทุนพื้นฐานที่สำคัญ หากค่าไฟปรับสูงขึ้นจะเกิดแรงกระเพื่อมไปทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ครัวเรือนทั่วไปที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นในฤดูร้อน ไปจนถึงผู้ประกอบการ SME และภาคอุตสาหกรรมที่ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นทันที จนอาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในที่สุด
อย่างไรก็ดี จากประเด็นดังกล่าว คงไม่ใช่แค่การลุ้นตัวเลขในบิลค่าไฟเดือนถัดไป แต่คือการเฝ้าระวังผลกระทบลูกโซ่ที่อาจเกิดขึ้นหากภาวะพลังงานแพงเข้าสู่จุดวิกฤติ ในวันที่น้ำมันยังไม่มีทีท่าจะลดราคาลง หากค่าไฟปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ย่อมสะเทือนถึงเสถียรภาพทางการเงินของประชาชนและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
การตัดสินใจของ กกพ. ที่จะประกาศเร็วๆนี้ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอุดหนุนหรือบริหารจัดการหนี้สะสมอย่างไร เพื่อไม่ให้ฟันเฟืองเศรษฐกิจของประเทศต้องหยุดชะงักจากภาวะต้นทุนพลังงานที่สูงเกินแบกรับ
ที่มา : กระทรวงพลังงาน , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้านครหลวง ,สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) , รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก (Brent/WTI)
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney