คนทำงานต้องตั้งรับอย่างไร? เมื่อเลย์ออฟพุ่ง เงินเดือนไม่ขยับ ธุรกิจไทยเข้าสู่ยุค “องค์กรเล็กลง”

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

คนทำงานต้องตั้งรับอย่างไร? เมื่อเลย์ออฟพุ่ง เงินเดือนไม่ขยับ ธุรกิจไทยเข้าสู่ยุค “องค์กรเล็กลง”

Date Time: 16 มี.ค. 2569 09:38 น.

Video

ถอดโมเดล SpaceX เบื้องหลังเกมการเงิน Elon Musk เดิมพันใหญ่กว่าที่คิด | Digital Frontiers EP.53

Summary


เมื่อยอดเลิกจ้างพุ่งสวนทางกับเงินเดือนที่ถูกแช่แข็ง ท่ามกลางการรุกคืบของ AI และวิกฤติต้นทุนที่บีบให้ธุรกิจไทยต้อง "รีเซ็ต" สู่องค์กรขนาดจิ๋ว คนทำงานต้องวางแผนการเงิน และเพิ่มทักษะอย่างไร?


Latest


สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่บททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อข้อมูลล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน 

ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากปีก่อนหน้าที่มียอดผู้ถูกเลิกจ้างรวมทะลุ 5.3 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 20% จะเห็นได้ว่า นี่ไม่ใช่เพียงการปรับลดพนักงานชั่วคราวตามวงจรเศรษฐกิจ แต่มันคือปรากฏการณ์ "Structural Reset" หรือการรีเซ็ตโครงสร้างการทำงานที่คนไทยต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะธุรกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุค  “องค์กรจิ๋ว”

นอกจากตัวเลขการเลิกจ้างที่เห็นชัดเจน อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ยืนยันว่าบริษัทไทยกำลัง "บีบขนาด" ตัวเองให้เล็กลงคือ นโยบายไม่รับคนเพิ่ม (Freeze Headcount) หลายออฟฟิศตอนนี้เมื่อมีพนักงานลาออก บริษัทเลือกที่จะ "ไม่เปิดรับตำแหน่งใหม่" แต่ใช้วิธีเกลี่ยงานให้คนที่เหลืออยู่รับผิดชอบแทน 

ขณะที่สัญญาณการทำ Lean Organization ที่ชัดเจนที่สุด คือการพิสูจน์ว่า "คนน้อยลงแต่งานยังต้องเดินได้" ผลที่ตามมาคือพนักงานที่ยังอยู่ต้องแบกภาระงานที่หนักขึ้น (Multi-tasking) ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด

เทรนด์ขึ้นเงินเดือนแบบ "Peanut Butter" เมื่อบริษัทเลือกประคองตัว 

ในฝั่งของผลตอบแทน มนุษย์เงินเดือนต้องเผชิญกับเทรนด์การขึ้นเงินเดือนแบบ Peanut Butter Spreading หรือการ "ทาเนยถั่วให้ทั่วแผ่น" คือการหารเฉลี่ยงบประมาณการขึ้นเงินเดือนให้พนักงานทุกคนในสัดส่วนที่น้อยและเท่าๆ กัน (เช่น 2-3%)

กลยุทธ์นี้บริษัทนำมาใช้เพื่อ "ควบคุมต้นทุน" และ "ลดความขัดแย้ง" ในองค์กรช่วงวิกฤติ แทนที่จะทุ่มเงินจ้างหรือรักษา Star Player ด้วยเงินก้อนโตเหมือนเมื่อก่อน บริษัทเลือกที่จะรักษาความสงบในภาพรวมเพื่อประคององค์กรให้อยู่รอด ท่ามกลางวิกฤติพลังงานและภาวะเศรษฐกิจผันผวน

เปิดโผ 5 อันดับธุรกิจ "เลิกจ้างสูงสุด"  ใครบ้างที่ต้องรีบปรับตัว?

กลับมาเจาะสถิติการเลิกจ้างงานที่พุ่งสูงขึ้น พบว่ามีกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ได้รับแรงกระแทกหนักที่สุด โดยมีสัดส่วนการเลิกจ้างดังนี้:

  1. ภาคการผลิต (สัดส่วน 24%): ครองแชมป์การเลิกจ้างสูงสุด โดยเฉพาะโรงงานในกลุ่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเผชิญกับพายุสองลูกใหญ่ คือการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และการนำระบบ Automation มาใช้แทนที่แรงงานฝ่ายผลิตในระดับแมส
  2. ภาคค้าส่ง-ค้าปลีก (สัดส่วน 12%): เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์เกือบ 100% ร้านค้าที่มีหน้าร้านจำนวนมากจึงกลายเป็น "ภาระ" มากกว่า "สินทรัพย์" องค์กรจึงเลือกยุบสาขาและลดจำนวนพนักงานหน้าร้านลง
  3. ภาคการก่อสร้าง (สัดส่วน 9%): ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงตามราคาพลังงาน และภาวะหนี้ครัวเรือนที่ทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง ส่งผลให้โครงการใหม่ๆ ลดลงและการจ้างงานหยุดชะงัก
  4. กิจกรรมทางวิชาชีพและเทคนิค (สัดส่วน 5%): แม้จะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ แต่การรุกคืบของ Generative AI เริ่มเข้ามาทดแทนงานวิเคราะห์เบื้องต้น งานแปลภาษา และงานกราฟิกพื้นฐาน ทำให้องค์กรเลือกใช้คนจำนวนน้อยลงแต่ทำงานร่วมกับ AI ได้เก่งขึ้น
  5. ขนส่งและคลังสินค้า (สัดส่วน 4%): แม้ E-commerce จะโต แต่ต้นทุนพลังงานจากวิกฤติโลกบีบให้บริษัทขนส่งต้องควบรวมกิจการหรือใช้ระบบจัดการคลังสินค้าอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุนแรงงาน

ทำไมธุรกิจไทยต้อง "หดตัว" เปิดเบื้องหลังกลยุทธ์องค์กรเล็กลง

หากวิเคราะห์ลึกลงไป จะพบว่า ภาพรวมเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ (Low Growth) ได้บีบบังคับให้ภาคธุรกิจต้องปรับโมเดลการบริหารจัดการใหม่ โดยมีปัจจัยเร่งจาก 3 วิกฤติซ้อนกัน ได้แก่ 

  1. วิกฤติต้นทุนจากภูมิรัฐศาสตร์: ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ลากยาว ส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ผันผวนสูง ธุรกิจไม่สามารถแบกรับ "ต้นทุนคงที่" ก้อนใหญ่อย่างค่าแรงจำนวนมากได้อีกต่อไป การลดขนาดองค์กร (Rightsizing) จึงกลายเป็นทางเลือกแรกเพื่อรักษาประคองกระแสเงินสด
  2. ยุคทองของ AI และการแทนที่ด้วยเทคโนโลยี: AI ในปีนี้ก้าวข้ามจากการเป็นแค่ "ผู้ช่วย" มาเป็น "ผู้ทำ" อย่างเต็มตัว องค์กรไทยกว่า 80% เริ่มนำระบบอัตโนมัติมาใช้ทดแทนงานรูทีน งานวิเคราะห์ข้อมูล และงานสนับสนุน ส่งผลให้ความจำเป็นในการจ้างคนจำนวนมากในหนึ่งแผนกลดน้อยลง เหลือเพียงทีมขนาดเล็กที่คอยควบคุมระบบ
  3. การปรับโครงสร้างสู่ "Lean Organization": ภาคการผลิต (ซึ่งมีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงสุดถึง 24%) และภาคค้าปลีก กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การจ้างงานตามโครงการ (Project-based) หรือการใช้ Outsource มากขึ้น เพื่อลดภาระผูกพันระยะยาวและค่าสวัสดิการ ทำให้ "ที่ว่าง" สำหรับมนุษย์เงินเดือนในองค์กรใหญ่เหลือน้อยลงทุกที

ทางรอดมนุษย์เงินเดือน แผนรับมือในวันที่ความมั่นคงไม่มีจริง

จากข้อมูลข้างต้น คำถามสำคัญ คือ เมื่อ "ความเสี่ยง" กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน เราจะต้องป้องกันและรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไร ซึ่งคำตอบ อาจเป็นการเตรียมตัว ที่ต้องทำทั้งในเชิง "ทักษะ" และ "การเงิน" อย่างเข้มงวด เพื่อให้รอดผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้อย่างมั่นคง 

1. ด้านทักษะ: ต้องเป็น "แรงงานที่ AI ทดแทนไม่ได้"

  • Skill-Based Hiring: องค์กรยุคใหม่ไม่ได้จ้างที่ "ตำแหน่ง" แต่จ้างที่ "ทักษะ" เราต้องเร่งพัฒนาทักษะการตัดสินใจที่ซับซ้อน (Complex Problem Solving) และการบริหารจัดการมนุษย์ (People Management) ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ AI
  • AI Collaboration: เลิกต่อต้านและเริ่มใช้งาน AI ให้เป็นเครื่องมือทุ่นแรง ใครที่ใช้ AI ทำงานได้เร็วกว่าและดีกว่า คือคนที่มีโอกาสถูกเก็บไว้ในองค์กรขนาดเล็กมากที่สุด

2. ด้านการเงิน: สร้าง "เกราะป้องกัน" ที่หนาขึ้น

  • Cash is King: ปรับเป้าหมายเงินสำรองฉุกเฉินจาก 6 เดือน เป็น 12 เดือน เพื่อรองรับระยะเวลาการหางานที่นานขึ้นในภาวะตลาดแรงงานตึงตัว
  • Financial Discipline: ในสภาวะที่ดอกเบี้ยและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง การลดภาระหนี้บริโภค (Consumer Debt) คือสิ่งที่ต้องทำทันทีเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และควรหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ก้อนใหญ่ที่ผูกพันระยะยาวหากไม่มีความจำเป็นยิ่งยวด
  • Income Diversification: อย่าฝากแหล่งรายได้ไว้ที่บริษัทเดียว การสร้างรายได้ทางที่สองจากทักษะเฉพาะตัว (Specialized Skill) จะเป็น "เบาะรองรับ" ที่ดีที่สุดในวันที่บริษัทตัดสินใจลดขนาด

ตัวเลขเลิกจ้าง 40,000 คนต่อเดือน คือเครื่องเตือนใจว่าโลกการทำงานแบบเดิมได้จบลงแล้ว ธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ "เล็กแต่คม" และพึ่งพาเทคโนโลยีสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด มนุษย์เงินเดือนจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรีเซ็ตตัวเองให้ทันก่อนที่ระบบจะรีเซ็ตเราออกไปนั่นเอง 

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย , jobsdb.com ,สมาคมนักวางแผนการเงินไทย 

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ