
ท่ามกลางสภาวะโลกในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาที่ความผันผวนได้กลายเป็น "ความปกติใหม่" หรือ New Normal ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ได้สะท้อนมุมมองในงาน "K WEALTH Forum 2026" ว่า โลกปัจจุบันไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนตามวัฏจักรเศรษฐกิจเดิมๆ ทุก 10 ปีอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. Deglobalization โลกเริ่มแบ่งขั้ว ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แหล่งผลิตที่เคยคิดว่าดีก็ถูกดิสรัปต์และเปลี่ยนไป
2. AI Productivity การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านประสิทธิภาพการทำงาน
3. Aging Society การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย
4. Energy Transition การเปลี่ยนผ่านวิถีพลังงานจากน้ำมันไปสู่พลังงานทางเลือก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนและรูปแบบการลงทุนอย่างสิ้นเชิง
“ความเชื่อที่ว่าจะมีสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งที่เอาชนะตลาดได้ตลอดกาลจึงไม่เป็นจริงอีกต่อไป ในโลกที่นักลงทุนมีตัวเลือกมากมายจนเกิดความสับสน บทบาทของธนาคารจึงต้องเปลี่ยนมาเป็น "พันธมิตรเชิงกลยุทธ์" ที่จะช่วยออกแบบโครงสร้างการลงทุนให้เหมาะสม ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดก็ตาม” ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าว
ดังนั้นในการบริหารความมั่งคั่ง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ธนาคารได้นำเสนอแนวคิดผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่
ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าวต่อไปว่า ท้ายที่สุดความได้เปรียบที่แท้จริงของนักลงทุนในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การครอบครองข้อมูลที่มากกว่าใคร แต่อยู่ที่การมี "กรอบวิธีคิด" ที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถตัดสินใจในจังหวะที่ใช่ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความไม่แน่นอน
3 ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุน-ส่งออก-การผลิต
ต่อมาใน Session 1 ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ร่วมฉายมุมมองในหัวข้อ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ว่า ภาพรวมอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทย ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวที่ "ดีกว่าคาด" โดยเติบโตถึง 2.5% (เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 67) ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีอยู่ที่ 2.4% แม้ก่อนหน้านี้หลายสำนักจะคาดการณ์ไว้เพียง 1.9 - 2% เท่านั้น แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
ดังนั้นได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตที่ 1.5%-2.5% โดยมีตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา
เจาะลึกการลงทุนระดับโลกผ่าน 2 พาร์ทเนอร์
ถัดมาใน Session 2 Navigating Global Signals with Strategic Precision โดย K WEALTH CIO, Lombard Odier และ J.P. Morgan Asset Management
John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions- Asia, Lombard Odier วิเคราะห์ว่าแม้ภาพรวมตลาดหุ้นใหญ่ยังเติบโตได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในบางภูมิภาค
Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia, J.P. Morgan Asset Management มอง AI ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือ Structural Investment Supercycle ที่มีเม็ดเงินลงทุน สูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2024-2029 ซึ่ง AI ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ช่วงการนำมาใช้งานจริง แต่มีปัจจัยที่ต้องจับตาคือ อย่าลงทุนเพียงเพราะชื่อดัง เพราะคนทำกำไรได้มากกว่าอาจเป็นธุรกิจต้นน้ำที่ซ่อนอยู่ เช่น ชิป แนะนำให้โฟกัสที่ Semiconductor, Data Center, Cloud Infrastructure และ Energy & Utilities
ดังนั้น ศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย แนะนำ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินไหลเข้าตลาดสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง บริษัทจดทะเบียนสร้างกำไรได้ดี แต่ในปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีราคาแพงมาก และปีนี้เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มฟื้นตัวและมีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่อง จึงแนะนำ กองทุน EASTSPRING European Growth ที่หุ้นฝั่งยุโรปคาดการณ์กำไรดีใกล้เคียงกับ S&P500 แต่ราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง และให้แบ่งทำกำไรจากหุ้น Tech สหรัฐฯ มายังหุ้นยุโรป ที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
ส่วนเอเชียถือเป็นห่วงโซ่อุปทานหลักของเทคโนโลยีและ AI จึงแนะนำลงทุนในกองทุน K-ATECH ที่เน้นลงทุนในหุ้น Tech เอเชีย เห็นได้จากเงินลงทุน ใน Data Center ฝั่งเอเชีย ยังถูกกว่าฝั่งสหรัฐฯ
โดยที่กระจายการลงทุน ไม่ได้แนะนำให้ทิ้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปเลย แต่แนะนำให้ "ขายทำกำไรบางส่วน" ที่กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ ออกมา
นอกจากนี้ พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต เพราะ AI ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยสงครามโลก จึงต้องมีการยกเครื่องครั้งใหญ่ ดังนั้นแนะนำการลงทุนใน กองทุน K-GINFRA ที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการลงทุนในหุ้นสาธารณูปโภค
ทั้งนี้ K WEALTH ยังคงแนะนำการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Core & Satellite โดย Core Portfolio ซึ่งเป็นพอร์ตหลัก แนะนำกองทุนผสม K-WealthPLUS Series ที่มีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก และ Satellite Portfolio เป็นส่วนเสริม เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรตามเทรนด์ รวมถึงผู้ที่สามารถรับความผันผวนได้สูง อาจพิจารณาการลงทุนใน Private Asset เช่น Private Equity และ Private Credit เป็นตัวเลือกในการลงทุนได้
และเพื่อให้นักลงทุนก้าวทันทุกสถานการณ์ วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย แนะนำ “KEWIN” คือ AI อัจฉริยะผู้ทำหน้าที่เสมือน “ผู้เฝ้าพอร์ตส่วนตัว” ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจตัวตน เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละรายอย่างแท้จริง
จุดเด่นของ KEWIN คือการทำงานประสานกับทีม K WEALTH CIO เพื่อนำอินไซต์การลงทุนจากทั่วโลกมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก่อนกลั่นกรองออกมาเป็นคำแนะนำและกลยุทธ์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจปรับพอร์ตได้อย่างแม่นยำ ทันจังหวะ และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว เพื่อสร้างและปกป้องความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4rElFhW
ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน / เนื้อหานี้สนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย