เปิดสูตรพอร์ตแกร่ง จากเวที K WEALTH Future Forum 2026 ฝ่าความผันผวนยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้ว

Personal Finance

Financial Planning

Content Partnership

Content Partnership

Tag

เปิดสูตรพอร์ตแกร่ง จากเวที K WEALTH Future Forum 2026 ฝ่าความผันผวนยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้ว

Date Time: 2 มี.ค. 2569 18:12 น.
Content Partnership

Summary

สรุปประเด็นสำคัญในงาน “K WEALTH Forum 2026” งานสัมมนาครั้งใหญ่ของ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทยสะท้อนภาพชัดเจนว่าโลกการลงทุนปี 2026 เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้ว และ The Great Repricing


ท่ามกลางสภาวะโลกในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาที่ความผันผวนได้กลายเป็น "ความปกติใหม่" หรือ New Normal ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ได้สะท้อนมุมมองในงาน "K WEALTH Forum 2026" ว่า โลกปัจจุบันไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนตามวัฏจักรเศรษฐกิจเดิมๆ ทุก 10 ปีอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. Deglobalization โลกเริ่มแบ่งขั้ว ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แหล่งผลิตที่เคยคิดว่าดีก็ถูกดิสรัปต์และเปลี่ยนไป

2. AI Productivity การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านประสิทธิภาพการทำงาน

3. Aging Society การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย

4. Energy Transition การเปลี่ยนผ่านวิถีพลังงานจากน้ำมันไปสู่พลังงานทางเลือก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนและรูปแบบการลงทุนอย่างสิ้นเชิง

“ความเชื่อที่ว่าจะมีสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งที่เอาชนะตลาดได้ตลอดกาลจึงไม่เป็นจริงอีกต่อไป ในโลกที่นักลงทุนมีตัวเลือกมากมายจนเกิดความสับสน บทบาทของธนาคารจึงต้องเปลี่ยนมาเป็น "พันธมิตรเชิงกลยุทธ์" ที่จะช่วยออกแบบโครงสร้างการลงทุนให้เหมาะสม ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดก็ตาม” ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าว

ดังนั้นในการบริหารความมั่งคั่ง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ธนาคารได้นำเสนอแนวคิดผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่

  • Diversification การกระจายความเสี่ยงอย่างแท้จริงและยืดหยุ่น เพื่อให้พอร์ตสามารถเติบโตได้ในระยะสั้นและแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในระยะยาว
  • Awareness การตระหนักรู้ถึงโอกาสปรับลดลงของราคาสินทรัพย์
  • Long-term Discipline วินัยในระยะยาวที่เป็นตัวกำกับให้ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้อารมณ์หรือความตื่นตระหนกจากข่าวสารรายวันมาทำลายแผนที่วางไว้ 

ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าวต่อไปว่า ท้ายที่สุดความได้เปรียบที่แท้จริงของนักลงทุนในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การครอบครองข้อมูลที่มากกว่าใคร แต่อยู่ที่การมี "กรอบวิธีคิด" ที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถตัดสินใจในจังหวะที่ใช่ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความไม่แน่นอน

3 ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุน-ส่งออก-การผลิต

ต่อมาใน Session 1 ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ร่วมฉายมุมมองในหัวข้อ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ว่า ภาพรวมอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทย ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวที่ "ดีกว่าคาด" โดยเติบโตถึง 2.5% (เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 67) ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีอยู่ที่ 2.4% แม้ก่อนหน้านี้หลายสำนักจะคาดการณ์ไว้เพียง 1.9 - 2% เท่านั้น แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • การลงทุนภาครัฐและเอกชน เม็ดเงินลงทุนภาครัฐกระโดดขึ้นถึง 13.3% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทดแทนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเดิม
  • การส่งออกที่ฟื้นตัว แม้จะมีอุปสรรคแต่การส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ขยายตัวอย่างมากตามความต้องการของโลก
  • ภาคการผลิต มาจากการผลิตและการก่อสร้าง ที่พลิกกลับมาเติบโต หลังจากติดลบ การขายส่ง ขายปลีก และกิจกรรมทางการเงินและประกันภัย ขยายตัวเร่งขึ้น มีการขยายตัวในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ถึง 12% สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมรับการลงทุนใหม่

ดังนั้นได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตที่ 1.5%-2.5% โดยมีตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

  • ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและท่าทีของมหาอำนาจ เป็นปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยากและอาจส่งผลกระทบฉับพลันต่อต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ 
  • นโยบายการค้าโลก (Trade War) การปรับตัวของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรการภาษีใหม่ๆ ทำให้ไทยต้องเร่งหา "พันธมิตรทางการค้า" ใหม่ๆ ผ่านข้อตกลง FTA เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว
  • ค่าเงินบาท แนวโน้มยังคงผันผวนตามสกุลเงินหลัก รัฐบาลจึงมุ่งเน้นไปที่การบริหารความเสี่ยงให้กับผู้ส่งออกมากกว่าการเข้าแทรกแซงโดยตรง

เจาะลึกการลงทุนระดับโลกผ่าน 2 พาร์ทเนอร์

ถัดมาใน Session 2 Navigating Global Signals with Strategic Precision โดย K WEALTH CIO, Lombard Odier และ J.P. Morgan Asset Management

John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions- Asia, Lombard Odier วิเคราะห์ว่าแม้ภาพรวมตลาดหุ้นใหญ่ยังเติบโตได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในบางภูมิภาค

  • ตลาดสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ โดยจะเริ่มในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมลดขนาดงบดุล (QT) อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เนื่องจากราคาหุ้น (Valuation) ตึงตัวมาก จึงแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ
  • ตลาดยุโรป ยังเติบโตได้ดี อัตราการว่างงานต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านนโยบายการเงิน มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย และมีมุมมอง Neutral ต่อตลาดหุ้นยุโรป
  • ตลาดญี่ปุ่น BOJ อยู่ในช่วงการออกจากนโยบายผ่อนคลาย คาดขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วงกลางปี 69 ถึงต้นปี 70 โดยต้องจับตาค่าเงินเยนหากอ่อนค่าเกินไปอาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด
  • ตลาดเกิดใหม่ นี่คือ "เครื่องยนต์หลัก" ของโลก โดยสัดส่วนการเติบโตของ GDP กว่า 60% มาจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) โดยมี จีนและอินเดีย นำทัพ นอกจากราคาจะถูกกว่าฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว ยังได้ประโยชน์จากการเป็น Supply Chain ของ AI และเทรนด์ดอกเบี้ยขาลงในหลายประเทศ

Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia, J.P. Morgan Asset Management มอง AI ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือ Structural Investment Supercycle ที่มีเม็ดเงินลงทุน สูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2024-2029 ซึ่ง AI ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ช่วงการนำมาใช้งานจริง แต่มีปัจจัยที่ต้องจับตาคือ อย่าลงทุนเพียงเพราะชื่อดัง เพราะคนทำกำไรได้มากกว่าอาจเป็นธุรกิจต้นน้ำที่ซ่อนอยู่ เช่น ชิป แนะนำให้โฟกัสที่ Semiconductor, Data Center, Cloud Infrastructure และ Energy & Utilities

ดังนั้น ศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย แนะนำ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินไหลเข้าตลาดสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง บริษัทจดทะเบียนสร้างกำไรได้ดี แต่ในปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีราคาแพงมาก และปีนี้เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มฟื้นตัวและมีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่อง จึงแนะนำ กองทุน EASTSPRING European Growth ที่หุ้นฝั่งยุโรปคาดการณ์กำไรดีใกล้เคียงกับ S&P500 แต่ราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง และให้แบ่งทำกำไรจากหุ้น Tech สหรัฐฯ มายังหุ้นยุโรป ที่เน้นกลุ่มเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

ส่วนเอเชียถือเป็นห่วงโซ่อุปทานหลักของเทคโนโลยีและ AI จึงแนะนำลงทุนในกองทุน K-ATECH ที่เน้นลงทุนในหุ้น Tech เอเชีย เห็นได้จากเงินลงทุน ใน Data Center ฝั่งเอเชีย ยังถูกกว่าฝั่งสหรัฐฯ 

โดยที่กระจายการลงทุน ไม่ได้แนะนำให้ทิ้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปเลย แต่แนะนำให้ "ขายทำกำไรบางส่วน" ที่กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ ออกมา

นอกจากนี้ พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต เพราะ AI ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยสงครามโลก จึงต้องมีการยกเครื่องครั้งใหญ่ ดังนั้นแนะนำการลงทุนใน กองทุน K-GINFRA ที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการลงทุนในหุ้นสาธารณูปโภค

ทั้งนี้ K WEALTH ยังคงแนะนำการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Core & Satellite โดย Core Portfolio ซึ่งเป็นพอร์ตหลัก แนะนำกองทุนผสม K-WealthPLUS Series ที่มีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก และ Satellite Portfolio เป็นส่วนเสริม เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรตามเทรนด์ รวมถึงผู้ที่สามารถรับความผันผวนได้สูง อาจพิจารณาการลงทุนใน Private Asset เช่น Private Equity และ Private Credit เป็นตัวเลือกในการลงทุนได้

และเพื่อให้นักลงทุนก้าวทันทุกสถานการณ์ วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย แนะนำ “KEWIN” คือ AI อัจฉริยะผู้ทำหน้าที่เสมือน “ผู้เฝ้าพอร์ตส่วนตัว” ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจตัวตน เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละรายอย่างแท้จริง

จุดเด่นของ KEWIN คือการทำงานประสานกับทีม K WEALTH CIO เพื่อนำอินไซต์การลงทุนจากทั่วโลกมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก่อนกลั่นกรองออกมาเป็นคำแนะนำและกลยุทธ์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจปรับพอร์ตได้อย่างแม่นยำ ทันจังหวะ และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว เพื่อสร้างและปกป้องความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4rElFhW

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน / เนื้อหานี้สนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย


Author

Content Partnership

Content Partnership