
บทเรียนการเงิน จากคำพิพากษาศาลฎีกา โอนเงินแสน แต่ได้คืนแค่สติกเกอร์ "ขอบคุณ"ศาลไม่รับว่าเป็นหนี้ ความไว้ใจ ใช้ฟ้องไม่ได้ และจะทำอย่างไร? เมื่อเป็นผู้ให้ "กู้ยืม"
ในยุคที่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูง 16.31 ล้านล้านบาท 86.8% ของ GDP และค่าครองชีพที่รัดตัวจน "การกู้ยืมกันเอง" กลายเป็นทางออกสุดท้ายของคนรอบข้าง ความเสี่ยงที่เรามองเห็น อาจมีแค่เรื่อง "เขาจะเบี้ยวไหม?" แต่ความเสี่ยงที่น่ากลัวกว่าและคนมักมองข้าม คือความเสี่ยงทางกฎหมายที่ว่า "ถ้าเขาเบี้ยว เราจะเอาผิดเขาได้หรือไม่?"
หลายคนเข้าใจผิดว่า แค่มีหลักฐานการโอนเงิน (Slip) และข้อความขอบคุณใน LINE ก็เพียงพอแล้วที่จะฟ้องร้องหากถูกเบี้ยวหนี้ แต่จากแนวทาง คำพิพากษาศาลฎีกา (อ้างอิงบรรทัดฐานจากศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา) ได้วางบรรทัดฐาน เปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ ไว้ว่า ...
"การโอนเงินพร้อมข้อความตอบรับที่ไม่ระบุเจตนาการกู้ยืมชัดเจน ไม่ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน"
ในจักรวาลการเงินแบบไทยๆ เรามักโฟกัสที่ "ดอกเบี้ย" (Cost of Debt) แต่เราไม่เคยประเมิน "ค่าความเสี่ยงในการบังคับสิทธิ" (Legal Risk) เมื่อธนาคารปล่อยกู้ยากขึ้น การกู้ยืมนอกระบบและกู้ยืมกันเองในเครือญาติจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างเงียบเชียบ สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียเงินต้น 100% เพียงเพราะใช้ "ความรู้สึก" นำหน้า "ข้อเท็จจริง"
เพื่อให้การช่วยเหลือคนรอบข้างไม่กลายเป็น "ฝันร้ายทางการเงิน" ต้องเปลี่ยนการคุยเล่นให้กลายเป็น "หลักฐานแห่งการกู้ยืม" ตามกฎหมาย ซึ่ง Thairath Money สรุปแนวทางที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากศาลมาให้ ดังนี้
บทสรุปของเรื่องนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าในวันที่ความสัมพันธ์ยังดี "สัญญา" อาจดูเป็นเรื่องเย็นชา แต่ในวันที่ความสัมพันธ์พัง "สัญญาและหลักฐานที่ถูกต้อง" คือสิ่งเดียวที่จะปกป้องเงินของเราได้ เพราะในชั้นศาล "ความไว้ใจ ใช้เป็นหลักฐานเอาผิดไม่ได้" นั่นเอง
ที่มา : ศาลฎีกา
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney