
บนเวที Thairath Money Campus Tour 2026: มันนี่เดบิวต์ อัปสกิลเรื่องเงิน บทสนทนาระหว่าง เจษ เจษฎ์พิพัฒ ดารานักแสดง และถนอม เกตุเอม เจ้าของเพจ TaxBugnoms ที่ไม่ได้มาเล่าแค่เรื่องการเงินทั่วไป แต่เป็นเรื่องของ “การออกแบบชีวิต” ในยุคที่ไม่มีอาชีพใดมั่นคง 100% อีกต่อไป
ทั้งสองเริ่มต้นด้วยเส้นทางที่ทำให้กลายมาเป็น เจษ เจษฎ์พิพัฒ ที่ทุกคนรู้จัก และสร้างเพจ TaxBugnoms จนมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียรวมกันหลักล้าน โดยทั้งคู่เริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง ฝั่งหนึ่งเป็นดารา ขณะที่อีกด้านเริ่มจากอาชีพที่หลายคนมองว่ามั่นคง อย่างข้าราชการ
Thairath Money จะพาไปเจาะเส้นทาง แนวคิด และวิธีการบริหารเงินควบคู่กับการบริหารชีวิตจากสองกูรูสองสไตล์ ในโลกที่ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ไม่ได้มีความแน่นอนเสมอไป
เจษ เล่าว่า เขาเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่ช่วงที่เรียนมัธยม ด้วยการไปเตะตาแมวมอง เข้าวงการภาพยนตร์ ก่อนที่จะถูกส่งตัวมาเข้าจอแก้ว รับบทหลักในละครโทรทัศน์ ทำให้ชื่อเสียงเริ่มดังไปไกลมากขึ้น จากจุดนั้นนำมาสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าดาราไม่ได้มีงานตลอดไป เมื่อมีกราฟขึ้นรายได้ก็สูงจนน่าตกใจ แต่เมื่อมีกราฟลง รายได้อาจกลายเป็นศูนย์ “ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีงาน และไม่ใช่ว่าคนที่มีงานวันนี้จะมีงานไปตลอดชีวิต” เจษ กล่าว เลยเป็นที่มาให้เกิดการสร้างรายได้ที่สอง เพื่อลดความกดดันทางจิตใจในช่วงงานน้อย การมีแหล่งรายได้สำรองไม่ว่าจะเป็นลงทุน หรือธุรกิจ (ขณะที่เพื่อนดาราบางคนหันไปทำธุรกิจส่วนตัว เจษ เลือกที่จะลงทุน) ซึ่งสิ่งนี้ เขามองว่า คือสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราไม่ต้องรอความหวังจากการถูกจ้างเพียงอย่างเดียว
ส่วนพี่หนอม เริ่มต้นอาชีพจากจุดที่ใครหลายคนมองว่าเป็นงานที่มั่นคง นั่นคือเป็น รับราชการที่กรมสรรพากร แต่ช่วงหนึ่งกลับมาพบว่า รายได้เสริมมากกว่ารายได้หลัก จากการเป็นวิทยากร พิธีกร และทำเพจการเงิน พร้อมกับเริ่มคิดได้ว่า อยากจะทำอย่างอื่นที่มันได้ Output ออกมามากกว่า รวมปัจจัยทั้งเงินที่ได้และเวลาที่มี ความพอเหมาะพอดีนี้จึงนำมาสู่การลาออกจากงานราชการ
เส้นทางของพี่หนอมสะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าจะมีงานที่มั่นคง แต่ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วขนาดนี้ ไม่มีงานไหนที่จะมั่นคงได้ 100% พี่หนอม กล่าวว่า “เมื่อก่อนจะโอเคเรารู้สึกว่าทำราชการอาจจะดี ทำเอกชนอาจจะดี ทำธุรกิจอาจจะดี แต่ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนไวมาก พอมันเปลี่ยนไว ความมั่นคงที่แท้จริงมันคือการบริหารจัดการให้มันดีขึ้น”
ทั้งสองเห็นตรงกันว่า “เริ่มจากงานที่ให้ Potential ให้ความมั่นคง สะสมประสบการณ์ให้เต็มที่ และมาหาสิ่งที่เป็น Passion”
เจษ กล่าวว่า “ทั้งงานที่มั่นคงและงานที่รัก เป็นสิ่งที่ต้องมาควบคู่กัน แนะนำให้เลือกความมั่นคงก่อน เพื่อให้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ เมื่อพื้นฐานชีวิตมั่นคงแล้วจะกลับไปทำตามความฝันก็ยังไม่สาย และจะดีมากถ้าทำให้ Passion นั้นหาเงินได้ด้วย”
เจษ ยังเล่าอีกด้วยว่า ประสบการณ์นั้นยังคงสำคัญกว่าทฤษฎีเสมอ แม้ว่าเขาจะเรียนจบด้านการเงินมาโดยตรง แต่ก็ยังยืนยันอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ประสบการณ์ในโลกจริงสำคัญกว่าสิ่งที่เรียนในห้องเรียน” มีหลายสิ่งในการใช้ชีวิตและในการวางแผนการเงินนั้นเขาเรียนรู้มาจากสิ่งที่เขาเคยทำมา
ขณะที่พี่หนอม เสริมว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือการค้นให้พบว่าสิ่งที่เรารักคืออะไร “หลายคนยังไม่รู้ว่า Passion คืออะไรในช่วงแรก จึงควรไปลองหาประสบการณ์ให้มากพอก่อน และยอมรับว่าต้นทุนชีวิตแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องทำอาชีพเพื่อหาเงินแล้วค่อยใช้ Passion เป็นความสุขในวันว่างแทน”
นอกจากนี้ ทั้งพี่หนอมและเจษ ยังย้ำด้วยว่า เรื่องการเงินอย่าเชื่อคนอื่นให้มาก โดยเฉพาะเรื่องการลงทุน ให้เชื่อตัวเองและศึกษาให้ดี เพราะไม่มีใครหวังดีกับเงินเราเท่าตัวเราเอง การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ แม้แต่หุ้นที่วิเคราะห์มาดีแล้วก็มีช่วงที่ติดดอยหรือพอร์ตแดง สิ่งสำคัญคือต้องลงในเงินที่เราสบายใจ ไม่กระทบคุณภาพชีวิต
พี่หนอมและเจษแนะนำสูตรการแบ่งเงินสำหรับน้อง ๆ ที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานมีเงินเดือนครั้งแรกไว้ดังนี้
การลงทุนที่ดี คือการลงทุนแบบที่เราจะนอนหลับฝันดีได้ พี่หนอมเน้นว่า คนที่ลงทุนได้ดีคือคนที่สบายใจ นั่นหมายถึงมีเงินสำรองพอ มีประกัน และรับความเสี่ยงได้จริง ไม่ใช่การซิ่งจนต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือต้องขายบ้านขายรถมาลงทุน
ก่อนที่พี่หนอมจะขยายความสำคัญของอีกเรื่องที่คนมีรายได้ทุกคนต้องเข้าใจ นั่นคือ ภาษี ที่มักจะเป็น “สิทธิประโยชน์ที่คนไทยมักทิ้งไปเปล่า ๆ” พี่หนอมเล่าว่า คนส่วนใหญ่จะเริ่มสนใจภาษีก็ต่อเมื่อโดนสรรพากรเรียกย้อนหลัง ซึ่งความเข้าใจในตอนนั้นมักมาพร้อมกับค่าปรับราคาหลายล้านบาท หากรายได้ทั้งปีไม่เกิน 3 แสนบาท แม้จะไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ต้องยื่นภาษีเพื่อขอเงินคืน อย่าทิ้งเงินก้อนนี้ไปเพราะความขี้เกียจหรือความไม่รู้
ในช่วงท้าย ทั้งสองได้ให้นิยามของการเกษียณตามแบบฉบับของตัวเอง โดยเจษ เริ่มต้นอธิบายว่า เคยซ้อมเกษียณ ลองอยู่เฉย ๆ อยู่บ้าน ออกไปตีกอล์ฟ ไม่ทำงานเลยติดต่อกัน 2 เดือนเพื่อซ้อมเกษียณ แต่กลับพบว่า “เบื่อมาก” เพราะเขามองว่าสำหรับเขา “การทำงานทำให้มนุษย์รู้สึกมีคุณค่า (Self-worth)”
ส่วนในมุมของพี่หนอม เขามองว่า “เกษียณ = การมีทางเลือก การเกษียณที่แท้จริงไม่ใช่การหยุดทำงาน แต่คือการที่ชีวิตมีทางเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้ โดยที่สถานะทางการเงินไม่เป็นอุปสรรค” อย่ากดดันตัวเองว่าต้องเกษียณตอนอายุ 30 หรือ 40 ตามกระแสในอินเทอร์เน็ต แต่ให้โฟกัสที่การมีชีวิตที่ยืนยาวและมั่นคงในแบบของตัวเอง
อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี" ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney