ยุคใหม่เริ่มแล้ว! กู้เงินเท่ากัน แต่แบงก์คิด “ดอกเบี้ย”ไม่เท่ากัน เครดิตดีจ่ายถูก เครดิตพังจ่ายแพง

Personal Finance

Financial Planning

Tag

ยุคใหม่เริ่มแล้ว! กู้เงินเท่ากัน แต่แบงก์คิด “ดอกเบี้ย”ไม่เท่ากัน เครดิตดีจ่ายถูก เครดิตพังจ่ายแพง

Date Time: 17 ก.พ. 2569 10:16 น.

Video

บทเรียนจากวิกฤติ สู่แผนลงทุนปี 2026 จากงาน "THE INVESTORS" | SET x Thairath Money

Summary

เกมการกู้เงิน ยุคใหม่ เริ่มแล้ว! ใครเครดิตดี จ่ายถูก ใครเครดิตเสี่ยงจ่ายแพง กู้ 100,000 บาท ส่วนต่างดอกเบี้ยอาจเกือบ 21,000

บาท เมื่อ “เครดิตสกอ” กลายเป็นตัวกำหนดเรตดอกเบี้ย และต้นทุนชีวิต

อาจกล่าวได้ว่า ต่อไปนี้ “ความพลาดทางการเงิน” จะไม่ใช่เรื่องในอดีตอีกต่อไป แต่มันจะกำหนดว่า เราต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงแค่ไหน

การเคลื่อนไหวล่าสุดของ ทีทีบี ที่ประกาศใช้ดอกเบี้ยตาม “เครดิตสกอ” ของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) กับสินเชื่อส่วนบุคคล “แคชทูโก” คือ สัญญาณชัดว่า ระบบการเงินไทยกำลังเข้าสู่ยุค Risk-Based Pricing อย่างจริงจัง ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่มันคือ “ระบบคัดกรองทางการเงิน” ที่เริ่มทำงานแล้ว และคาดว่าหลังจากนี้หลายๆธนาคารจะนำมาปรับใช้กับลูกค้าของตนเองเช่นกัน 

คิดดอกเบี้ยตามเครดิตสกอ คืออะไร ? และ ทำไมสำคัญ

ที่ผ่านมา การกำหนดดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล มักพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะระดับรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ลูกค้ากลุ่มรายได้ไม่สูง แม้ผ่อนดี ก็อาจต้องจ่ายดอกเบี้ยใกล้เพดาน 25% แต่โมเดลใหม่ เปลี่ยนเกม เป็นดังนี้ 

เครดิตดี = ความเสี่ยงต่ำ = ดอกเบี้ยต่ำลง

เครดิตไม่ดี = ความเสี่ยงสูง = ดอกเบี้ยสูงขึ้น

Thairath Money เปรียบเทียบจากตารางระดับเครดิตสกอของ NCB คะแนนถูกแบ่งตั้งแต่ AA ลงไปถึง HH และถูกจัดเป็น Risk Grade ตั้งแต่ “Excellent” จนถึง “Credit Starter/Need Attention”

  • AA    ( 753 - 900)
  • BB     ( 725 - 752 ) 
  • CC     ( 699 - 724 )
  • DD     ( 681 - 698 )
  • EE     ( 666 - 680 ) 
  • FF     ( 646 - 665 )
  • GG     ( 616 - 645 )
  • HH     ( 300- 615 )

ปัจจัยที่มีผลต่อเครดิตสกอริ่ง (บุคคลธรรมดา) มีอะไรบ้าง?

  • ยอดหนี้คงเหลือ/ยอดวงเงินที่ใช้ เปรียบเทียบกับวงเงินสินเชื่อ
  • ยอดหนี้คงเหลือ /ยอดเงินเงินที่ใช้ รวมแต่ละประเภทสินเชื่อ
  • จำนวนบัญชีที่เพิ่งเปิด แต่ละประเภทสินเชื่อ
  • จำนวนเงินคงค้างล่าสุด
  • ความยาวของประวัติสินเชื่อตามแต่ประเภทสินเชื่อ
  • จำนวนบัญชีที่มีประวัติการชำระเงินที่ดี
  • ความยาวของบัญชีสินเชื่อที่มา
  • ความถี่ของการสมัครสินเชื่อใหม่ 

ในโมเดลของทีทีบี

  • กลุ่มเครดิตดีมาก (AA) สำหรับผู้มีรายได้ประจำ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 13.99% ต่อปี
  • ขณะที่กลุ่มความเสี่ยงสูงสุด อาจแตะระดับ 25% ต่อปี

จะเห็นได้ว่า ต่างกันเกือบ 11% สะท้อนถึงการนำ “พฤติกรรม” มากำหนดต้นทุนเงินกู้


โมเดลนี้ ใครได้ ใครเสีย ? 

ข้อมูลจาก NCB ระบุว่า “สินเชื่อส่วนบุคคล” เป็นหนี้ที่คนไทยมีมากที่สุด คิดเป็น 43% ของหนี้ทั้งหมด และกระจายอยู่ทุกช่วงวัย ซึ่งเพดานดอกเบี้ยสูงถึง 25% ต่อปี ทำให้ภาระหนักมาก

ตัวอย่างการคำนวณของทีทีบีกู้ 100,000 บาท ระยะเวลา 72 เดือน

  • ดอกเบี้ย 23% ต่อปี
    ค่างวด 2,580 บาท
    ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญา 84,587 บาท
  • ดอกเบี้ย 18% ต่อปี
    ค่างวด 2,290 บาท
    ดอกเบี้ยรวม 63,699 บาท

ส่วนต่าง 20,888 บาท ต่อเงินกู้ 100,000 บาท ถ้าวงเงิน 300,000 บาท ส่วนต่างทะลุ 60,000 บาท ซึ่งถ้าในโมเดลเดียวกัน ถูกนำมาใช้กับสินเชื่อบ้าน มูลค่า 3 ล้านบาท ดอกเบี้ยที่ต่างเพียง 1%ผลต่างตลอดสัญญาอาจแตะ “หลักหลายแสนบาท”

นี่คือความยุติธรรม…หรือกำแพงใหม่?

อย่างไรก็ตาม การคิดดอกเบี้ยสินเชื่อตามเครดิต มีทั้งคนเห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วย พร้อมคำถามใหญ่ๆ เช่น 

  • คนที่เคยสะดุดช่วงโควิด จะไม่มีวันกลับไปได้ดอกถูกหรือ?
  • ระบบนี้สร้างแรงจูงใจให้มีวินัย หรือซ้ำเติมคนรายได้น้อย?
  • เครดิตสกอจะกลายเป็น “ใบอนุญาตเข้าถึงเงินต้นทุนต่ำ” หรือไม่?

ในมุมของ “ดร.ลัษมณ อรรถาพิช” ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร ชี้ว่า เครดิตสกอร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนวินัยและความน่าเชื่อถือทางการเงินของบุคคล การนำเครดิตสกอร์มาใช้ในระบบการเงิน จะช่วยให้ผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีมีโอกาสที่จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น อีกทาง ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาและ หวงแหนเครดิตของตนเอง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานประการหนึ่งของการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยได้ 

ซึ่งอาจต้องยอมรับว่า หนึ่ง นี่คือความยุติธรรมเชิงความเสี่ยงใครบริหารดี ควรได้ต้นทุนต่ำแต่อีกมุมหนึ่ง ระบบนี้อาจยิ่งทำให้ “ความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนเงิน” ชัดขึ้นหรือไม่? แต่หากหลายธนาคารเดินตาม นี่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของทั้งระบบ สอดรับกับความพยายามแก้หนี้ครัวเรือน และยกระดับวินัยการเงินของประเทศ วงการการเงินไทยกำลังขยับจาก“รายได้เป็นตัวตั้ง” ไปสู่ “พฤติกรรมเป็นตัวตัดสิน”

ถ้าไม่อยากจ่ายดอกแพง ต้องทำอย่างไร ? 

อย่างที่ระบุข้างต้น ว่า เครดิตสกอ สะท้อนถึง “นิสัยทางการเงิน” ของเรา 

จากปัจจัยที่ NCB ใช้ประเมิน เช่น

  • สัดส่วนการใช้วงเงิน (Utilization)
  • ภาระหนี้รวม (Debt Burden)
  • ประวัติค้างชำระ (Delinquency)
  • ความถี่การขอสินเชื่อใหม่ (Enquiry Activity)

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ...

  • เช็กเครดิตตัวเองอย่างน้อยปีละครั้ง
  • อย่าค้างชำระเกิน 30 วัน
  • คุมการใช้วงเงินบัตรเครดิตไม่ให้เต็มเพดาน
  • หักห้ามใจตัวเอง และก่อหนี้เฉพาะที่จำเป็น 
  • อย่าเปิดบัญชีสินเชื่อถี่เกินไป
  • รักษาประวัติการผ่อนดีให้ยาวที่สุด


สรุปแล้ว นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ธนาคารใช้ “ข้อมูลเชิงพฤติกรรม” เป็นฐานกำหนดต้นทุนเงิน หลังจากนี้ มีแนวโน้มสูงที่ธนาคารอื่นจะขยับตาม เพื่อบริหารความเสี่ยง และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เมื่อถึงวันนั้น ดอกเบี้ยจะไม่ใช่ตัวเลขกลางอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น “ภาพสะท้อนวินัยทางการเงิน” ของแต่ละคนอย่างชัดเจนนั่นเอง 

ที่มา : ธปท , ทีทีบี ,เครดิตบูโร 


อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney





Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์