อีกไม่กี่ปีก็จบแล้ว อะไรคือ Job of the future ที่ (อนาคต) พนักงานใหม่ ต้องดูไว้พิจารณา

Personal Finance

Financial Planning

Content Partnership

Content Partnership

Tag

อีกไม่กี่ปีก็จบแล้ว อะไรคือ Job of the future ที่ (อนาคต) พนักงานใหม่ ต้องดูไว้พิจารณา

Date Time: 10 ก.พ. 2569 14:00 น.
Content Partnership

Summary

เทคโนโลยีทำให้ทั้งโลกกำลังเปลี่ยนไปในแบบที่เราไม่เคยจินตนาการ และตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนไปทั้งกระบวนทัศน์ และคนที่ได้รับผลกระทบ คือ เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังหลงทาง การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นคำตอบ

เทคโนโลยีทำให้ทั้งโลกกำลังเปลี่ยนไปในแบบที่เราไม่เคยจินตนาการ และตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนไปทั้งกระบวนทัศน์ และคนที่ได้รับผลกระทบ คือ เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังหลงทาง การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเป็นคำตอบ

เมื่อโลกเปลี่ยน คนก็ต้องขยับตาม แต่คำถามคือ ต้องไปทางไหน?

คำถามดังกล่าวคงเกิดขึ้นในใจใครหลายคน ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แทบจะเข้ามาอยู่ในทุกกิจกรรมของมนุษย์

สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังจับตามองคือ พลังของเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนตลาดแรงงานทั้งกระบวนทัศน์ และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเป็นแรงงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Thairath Money ชวนค้นหา Job of the future หรือ แนวโน้มตลาดแรงงานและทักษะอาชีพในอนาคต

10 ปีต่อจากนี้จะมี 170 ล้านตำแหน่งงานผุดขึ้นมาใหม่ทั่วโลก

สภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF (World Economic Forum) เผยแพร่รายงาน “Future of Jobs Report 2025” ระบุว่า ตลาดแรงงานโลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในปี 2030 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ซึ่งจะสร้างโอกาสงานใหม่มหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้งานบางประเภทหายไปอย่างถาวร

จากการสำรวจนายจ้างกว่า 1,000 รายทั่วโลก ครอบคลุมแรงงานกว่า 14 ล้านคน พบว่า ในช่วงทศวรรษนี้จะส่งผลให้เกิดการสร้างงานใหม่ถึง 170 ล้านตำแหน่ง คิดเป็นร้อยละ 14 ของการจ้างงานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จะมีตำแหน่งงานเดิมถูกแทนที่หรือหายไปประมาณ 92 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้มียอดการจ้างงานสุทธิเพิ่มขึ้นราว 78 ล้านตำแหน่งทั่วโลก

5 งานที่ยังมีการจ้างต่อ

หากพิจารณาในแง่จำนวนตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้น รายงานซึ่งรวบรวมข้อมูลจากบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจกับฐานข้อมูลการจ้างงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบว่า อาชีพที่มีการเติบโตสุทธิมากที่สุด ส่วนใหญ่ยังคงเป็นงานที่เป็นรากฐานของเศรษฐกิจ ได้แก่

1. แรงงานภาคเกษตร : เติบโตจากการผลักดันด้านความมั่นคงทางอาหารและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

2. พนักงานขับรถส่งของ : ขยายตัวตามการเข้าถึงดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ

3. นักพัฒนาซอฟต์แวร์ : ฟันเฟืองหลักของการขับเคลื่อนเทคโนโลยี

4. พนักงานก่อสร้าง : รองรับโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่

5. พนักงานขายหน้าร้าน : ยังคงเป็นส่วนสำคัญในภาคบริการ

ในขณะที่อาชีพสายเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และ Machine Learning, วิศวกร Fintech และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Specialists) เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์

เทรนด์ที่น่าสนใจในปี 2568-2569 คือการที่ คนรุ่นใหม่ อย่าง Gen Z เริ่มปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้างาน หรือที่เรียกว่า Conscious Unbossing

เนื่องจากมองว่าความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นไม่คุ้มกับสุขภาพจิตที่เสียไปและเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย พวกเขาเลือกที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรักษา Work-life Balance มากกว่าการไต่เต้าในโครงสร้างองค์กรแบบเดิม

สิ่งที่ Gen Z ต้อง “คว้า” เพื่ออนาคต

AI Literacy ไม่ใช่แค่ใช้เป็น แต่ต้องใช้อย่างฉลาด การเข้าใจขีดจำกัดของ AI จริยธรรม และการตรวจสอบผลลัพธ์ กลายเป็นทักษะที่นายจ้างต้องการมากกว่าแค่การเขียน Prompt เบื้องต้น

รวมถึงการเรียนรู้ทักษะที่ AI เลียนแบบไม่ได้ เช่น ความฉลาดทางอารมณ์, การคิดเชิงวิพากษ์, และการเจรจาต่อรองที่ซับซ้อน

อีกหนึ่งแนวคิด คือ เลิกยึดติดกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่ให้สะสมทักษะเฉพาะทางที่ตลาดต้องการจริง เช่น ด้านความยั่งยืน (ESG) หรือการจัดการข้อมูล

โลกการทำงานในปี 2569 จึงไม่ใช่เรื่องของการวิ่งให้เร็วกว่าเครื่องจักร แต่คือการที่มนุษย์คอยควบคุมเครื่องจักรอย่างมีชั้นเชิง และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตกลายเป็นเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด


Author

Content Partnership

Content Partnership