
เลิกขยันเพื่อใช้หนี้ แต่จงขยันเพื่อสร้างชีวิต! เจาะลึกกับดักหนี้สินของคนรุ่นใหม่ที่มาในคราบ “แรงบันดาลใจ” พร้อมแชร์เทคนิคการบริหารเงินฉบับทำได้จริง เพื่อก้าวข้ามวงจรหนี้เสียสู่ความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน
ในโลกที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับอัตราเงินเดือน เรามักจะได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ต้องมีหนี้ ถึงจะมีไฟในการทำงาน” หรือ “เป็นหนี้แล้วจะทำให้รู้จักความรับผิดชอบ” “การเป็นหนี้คือแรงผลักดัน” ความคิดนี้อาจมีส่วนถูกในแง่ของจิตวิทยาแรงจูงใจระยะสั้น แต่เมื่อมองในภาพรวมของสถิติและคุณภาพชีวิต ผลลัพธ์กลับไม่ได้สวยงามเช่นนั้น
เพราะหนี้สินเปรียบเสมือนพันธะสัญญาที่บังคับให้เราต้องขยันและอดทนต่อหน้าที่การงาน ทัศนคตินี้มองว่าความกดดันทางการเงินจะกระตุ้นให้มนุษย์รีดเค้นศักยภาพออกมาเพื่อความอยู่รอด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเราเจาะลึกไปที่ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยาพฤติกรรม จะพบว่าแนวคิดนี้อาจเป็นเพียง “มายาคติ” ที่ซ่อนกับดักอันตรายเอาไว้ภายใต้เปลือกของการสร้างตัว
ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าคนไทยเริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้นและเป็นหนี้นานขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม First Jobber ช่วงอายุ 29-30 ปี พบว่าครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้ และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้เริ่มมีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน โดยเฉพาะหนี้ส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิต
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาจาก แรงจูงใจ หนี้อาจทำให้เราขยันขึ้นจริง เพราะกลัวไม่มีจ่าย แต่มันคือการขยันภายใต้ “ความกดดัน” ไม่ใช่ความสุข ผลที่ตามมาคือภาวะ Burnout และปัญหาสุขภาพจิต
รวมทั้ง โอกาสที่เสียไป เงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน คือเงินที่ควรจะนำไป “ต่อยอด” หรือ “ลงทุน” เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
และเมื่อถามว่า ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงติดกับดักหนี้ง่ายกว่าเดิม? นั่นก็เพราะมีปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่บีบให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบหนี้สินโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น
หากต้องการมีความมั่นคงทางการเงินโดยไม่ต้องพึ่งพา "แรงกดดันจากหนี้" มี 5 วิธีดังนี้
1. แยก “ความอยาก” ออกจาก “ความจำเป็น” ก่อนซื้อทุกครั้ง ให้ถามตัวเองว่าสิ่งนี้คือ Needs หรือ Wants หากเป็นแค่ Wants ให้รอ 3-7 วันก่อนตัดสินใจ
2. กฎ 50/30/20 แบ่งรายได้ 50% ค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% ความสุขส่วนตัว 20% เงินออมและลงทุน
3. สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน ควรมีเงินสดสภาพคล่องเท่ากับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน เพื่อจะได้ไม่ต้องกู้หนี้ยามเกิดวิกฤติ
4. เข้าใจพลังของดอกเบี้ย ศึกษาเรื่องดอกเบี้ยทบต้น ทั้งฝั่งเงินออมและฝั่งหนี้ เพื่อให้รู้ว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตน่ากลัวแค่ไหน
5. ลงทุนในความรู้ แทนที่จะใช้หนี้เป็นตัวขับเคลื่อน ให้ใช้ “เป้าหมายในอนาคต” เป็นตัวขับเคลื่อนแทน
ดังนั้น การจะก้าวให้พ้นจากกับดักหนี้สิน ควรเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ "หนี้" เสียใหม่ โดยต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง "หนี้ดี" ที่สร้างรายได้หรือเพิ่มพูนทักษะ และ "หนี้บริโภค" ที่เกิดจากค่านิยมเปรียบเทียบในสังคมโซเชียล การสร้างอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเพื่อใช้หนี้ แต่เกิดจากการบริหารจัดการรายได้ด้วยกฎที่ชัดเจน เช่น การแบ่งส่วนเงินออมและลงทุนไว้ล่วงหน้าก่อนการใช้จ่าย และการสร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้เราต้องกลับไปพึ่งพาระบบกู้ยืมยามที่ชีวิตเกิดวิกฤติ
เพราะ “อิสรภาพทางการเงิน” ไม่ได้วัดกันที่ว่าเรามีของใช้หรูหราแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเรามีอำนาจในการเลือกใช้ชีวิตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในวันพรุ่งนี้หรือไม่มากกว่า