วิชาชีวิต ที่โรงเรียนยังไม่ได้สอน ทำไม“ประเทศไทย”ควรผลักดัน  Financial Literacyให้เป็นวาระแห่งชาติ

Personal Finance

Financial Planning

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

วิชาชีวิต ที่โรงเรียนยังไม่ได้สอน ทำไม“ประเทศไทย”ควรผลักดัน  Financial Literacyให้เป็นวาระแห่งชาติ

Date Time: 8 เม.ย. 2568 10:54 น.

Video

เบื้องหลังโลก “คริปโต” จากเคยถูกต่อต้าน ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล ธนาคารถึงยอมรับ ? | Digital Frontiers EP.52

Summary

"การเงิน" วิชาชีวิต ที่โรงเรียนยังไม่ได้สอน ทำไม “ประเทศไทย” ควรผลักดัน Financial Literacy ให้เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อคนรุ่นเก่าแบกหนี้ คนรุ่นใหม่ไม่มีภูมิคุ้มกัน

Latest


“เศรษฐกิจไทย” วันนี้ คงไม่ต่างจากเรือที่กำลังลอยอยู่กลางคลื่นลมแรง เพราะนอกจากต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง จากความไม่แน่นอนครั้งใหม่ และครั้งใหญ่ 

เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสูงสุดในรอบ 100ปี เพิ่มความรุนแรงของสงครามการค้า กระทบฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทย อย่าง “การส่งออก”

ขณะเดียวกันไทยเรายังเจอกับ “ศึกใน” อย่างปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และระดับการออมของประชาชนที่ต่ำติดอันดับโลก แรงถ่วงในระยะยาว ที่พร้อมฉุดรั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม

ซึ่งในวันที่เศรษฐกิจโลกมีแต่ความไม่แน่นอน การพึ่งพานโยบายรัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากคนในชาติจำนวนมากยังไม่มีภูมิคุ้มกันพื้นฐานทางการเงิน ไม่มีวินัยในการใช้จ่าย ไม่เข้าใจการออม ไม่รู้จักการลงทุน หรือแม้แต่ยังตกเป็นเหยื่อหนี้นอกระบบ เรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป

คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น บนวิกฤติ "คนแก่ล้น เด็กเกิดน้อย"


เจาะสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ปัจจุบัน ตัวเลขอยู่ที่ 16.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 89% ของ GDP พร้อมความจริงที่ว่า คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะ First Jobber ที่เริ่มต้นด้วยหนี้มอเตอร์ไซค์ และ สินเชื่อส่วนบุคคล จำพวกบัตรเครดิต 

ขณะฐานใหญ่สุด “วัยสร้างครอบครัว” แบกหนักสุด 62% ของคนอายุ 35-50 ปีมีหนี้ก้อนใหญ่ ทั้งบ้าน รถ บัตรเครดิต ทำให้หนี้เฉลี่ยสูงถึง 1.54 แสนบาทต่อคน 

แต่เรื่องน่าเศร้ามากสุด คือ กลุ่มคนวัยเกษียณ ที่แก่ชราแล้ว ก็ยังมีภาระหนี้เฉลี่ย 1.02 แสนบาท ที่สำคัญ พบมูลค่า “หนี้เสีย” ของคนทุกกลุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความท้าทายของ “ภาระการคลัง” ระดับประเทศ เมื่อคนส่วนใหญ่ ไม่พร้อมกับการเกษียณ รัฐเองก็เก็บภาษีได้น้อยลง 

ระบุว่า เรื่องการเงิน และ การวางแผนเกษียณ ทวีความจำเป็นมากขึ้นในประเทศไทย จากแนวโน้ม คนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ คาดว่าจะมีสูงถึง 41.5 ล้านคน หรือ 63% ในปี 2568 นี้ 

แน่นอนการอยู่อาศัยในเมืองมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าชนบท ทั้งค่าที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ ทำให้การวางแผนการเงิน ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตที่สูงขึ้นด้วย 

อีกประเด็นน่าคิด และเกิดขึ้นมาเนิ่นนานแล้ว คือ เมื่อรายได้ของคนวัยทำงานอยู่ในระดับต่ำ ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการออม ทำให้ระดับเงินออมในระบบน้อยลง 

ซึ่งนอกจากทำให้ฐานเงินฝากที่ใช้ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้บริโภครายย่อย และ ผู้ประกอบการของธนาคารพาณิชย์มีจำกัดแล้ว ยังทำให้มีเงินลงทุนในตลาดทุนต่ำด้วย ส่งผลต่อระดับราคา และ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ลงทุน ความมั่งคั่งของวัยทำงานก็เติบโตช้า อีกทั้งหากระดับรายได้ และ เงินออมมีน้อยจนไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายแล้ว อาจส่งผลให้เกิดหนี้สิน ซึ่งเป็นศัตรูของการลงทุนและความมั่งคั่งเช่นกัน 

นอกจากนี้ ยังพบประเด็น คนเกษียณอายุแล้วจำนวนมาก ไม่กล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยพบว่าอัตราส่วนการลงทุนส่วนใหญ่ อยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เป็นสินทรัพย์สภาพคล่อง อย่าง เงินฝาก สลากออมทรัพย์  เป็นต้น 

สะท้อนภาพที่ชัดเจนขึ้น ว่า ท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังแก่ลงอย่างรวดเร็ว และเด็กเกิดใหม่น้อยลงเรื่อยๆ คนไทยส่วนใหญ่กลับยังไม่มีภูมิคุ้มกันพื้นฐานด้านการเงิน ทั้งเรื่องการออม วินัยทางการใช้จ่าย ความเข้าใจเรื่องหนี้ หรือแม้แต่แผนการเกษียณ 

“ความรู้ทางการเงิน” ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

ล่าสุดมีมุมมองที่น่าสนใจ  ออกมา จาก รศ. ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย 

หลังใจความโดยรวม เสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย ต้องเร่งผลักดัน “ความรู้ทางการเงิน” หรือ Financial Literacy ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะในระบบการศึกษา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินตั้งแต่เด็ก เพราะหากยังปล่อยให้คนไทยจำนวนมากเติบโตมาโดยขาดทักษะพื้นฐานด้านการเงิน ไม่เพียงจะตกเป็นเหยื่อหนี้นอกระบบ หรือแชร์ลูกโซ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่รัฐจะยิ่งต้องแบกรับภาระมากขึ้น และความเหลื่อมล้ำในสังคมจะขยายวงกว้างยิ่งกว่าเดิม

แนวทางที่อาจารย์เสนอคือ การจัดทำ “หลักสูตรความรู้ทางการเงินเพื่อชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน” บรรจุเป็นวิชาบังคับตั้งแต่ ป.1 ถึงระดับมหาวิทยาลัย รวม 16 ปีเต็ม โดยไล่ระดับเนื้อหาตามพัฒนาการของผู้เรียน เริ่มตั้งแต่สอนให้เด็ก ป.1 แยกแยะความจำเป็นกับความอยาก และรู้จักออมก่อนใช้, ไปจนถึงระดับ ม.ปลายและมหาวิทยาลัย ที่ควรเรียนรู้เรื่องภาษี การลงทุน สินทรัพย์ดิจิทัล การวางแผนเกษียณ ไปจนถึงแนวคิด Passive Income และการเท่าทันวิกฤติเศรษฐกิจ

อาจารย์ยังย้ำว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “การลงทุนเพื่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว” หากเริ่มวันนี้ คนไทยจะมีวินัยทางการเงิน รู้เท่าทันกลโกง เข้าใจการวางแผนชีวิต รัฐก็จะลดภาระทางการคลังลงได้ เศรษฐกิจก็จะมั่นคงขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางโอกาสจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องรอรัฐบาลใหม่หรือแผนปฏิรูปใด ๆ ขอแค่ลงมือทำเดี๋ยวนี้ 

ทั้งหมด อาจสรุปได้ว่า Financial Literacy ไม่ใช่แค่วิชาเสริม ที่ระบบการศึกษาไทยควรเร่งบรรจุไว้ในหลักสูตร สอนกันตั้งแต่วัยเยาว์ แต่คือทักษะพื้นฐาน ที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ให้เรารู้จักออม เข้าใจภาษี แยกหนี้ดีออกจากหนี้เสียได้ แต่จะเป็นส่วนสำคัญผลักดันให้คนรุ่นต่อไป มีชีวิตที่มั่นคง ไม่เป็นแรงงานสั่นคลอนตามระบบเศรษฐกิจ เหมือนที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง.

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ