
ยุคนี้ ไม่เพียงแต่ “ผู้หญิง” ชะลอการแต่งงานให้ช้าลงเท่านั้น แต่แนวโน้ม พบว่า การเลือก อยู่ “เป็นโสด” ตลอดไป ในปัจจุบัน ก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยในทาง งานวิจัย เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Gold miss” ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศของทวีปเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึง ประเทศไทยด้วย
โดยสาเหตุ ที่ผู้หญิงยุคใหม่ เลือก “เป็นโสด” มาทั้งจาก ความคาดหวังทางสังคม และ วัฒนธรรม ที่มีแบบแผน ว่า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ต้องรับผิดชอบ ทั้งการดูแลครอบครัว ในฐานะแม่บ้าน และการทำงานนอกบ้าน เพื่อหารายได้ไปพร้อมๆ กัน ขณะในทวีปเอเชียโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เริ่มเลือกที่จะให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวมากกว่าการแต่งงานมีครอบครัว ทำให้แนวโน้ม คนโสด ในประเทศไทย เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ดี ยุคนี้ ความโสด และ ความสุข สามารถไปด้วยกันได้ และ เผลอๆ อาจดีกว่า “คนมีคู่” หรือ “คนมีครอบครัว” ด้วยซ้ำ ด้วยความคล่องตัว อิสระ มากกว่า ในการจะบริหารจัดการเรื่องต่างๆ แต่ด้วยคำว่า อิสระ ที่ตามมา ก็อาจเสี่ยง ทำให้เราใช้จ่ายอิสระจนมีความเสี่ยงเช่นกัน จนทำให้บางครั้ง แผนการเงินสะดุด ชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือ อาจถึงขั้นติดลบได้ แม้อาจได้จะเปรียบที่ความเป็นโสด ทำให้ มีเวลาเหลือพอ ที่จะแบ่งไป ทำงานที่ 2 หรือ ที่ 3 เพื่อเพิ่มรายได้ แต่หากขาด การวางแผนทางการเงิน ที่ดี มีคุณภาพ ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เงินมากแค่ไหน ก็อาจไม่มีเหลือเก็บ
ข้อมูลจาก กรุงไทย แอกซ่า ยังแนะไว้ว่า หากต้องการเป็นคนโสดและสุข (ทางการเงิน) อย่างมีคุณภาพ เราอาจต้องเริ่มตั้งแต่การวางแผนการเงินเบื้องต้น ผ่านคำว่า รู้จักแบ่งจ่าย แบ่งเก็บ และแบ่งลงทุนอย่างถูกต้อง ตั้งแต่วันนี้ ดังนี้
1. คนโสดที่ไม่มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ (เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ เป็นต้น)
ใช้สูตรบริหารเงิน 3 ส่วน 50 30 20
2. คนโสดที่มีภาระหนี้ก้อนใหญ่ ใช้สูตรบริหารเงิน 4 ส่วน
40 30 20 10
ทั้งนี้ สูตรบริหารเงิน ไม่ใช่สูตรตายตัว เราจึงสามารถนำไปประยุกต์ ปรับเปลี่ยนได้ตามรายได้ หรือ ไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิต สูตรเป็นเพียงแนวทางเพื่อให้เห็นภาพเบื้องต้น ส่วนรายละเอียดอยู่ที่ตัวเราต้องวางแผนและจัดการ
รายได้ - ค่าใช้จ่าย = เงินเก็บและลงทุน
รายได้ - เงินเก็บและลงทุน = ค่าใช้จ่าย
"เงิน" นอกจากรู้จักหา ต้องรู้จักใช้ และที่สำคัญรู้จักเก็บและลงทุน
เงินเฟ้อ คือ ตัวการสำคัญที่ทำให้เราต้องลงทุน เพราะเงินเฟ้อกัดกินมูลค่าเงิน ทำให้กำลังซื้อลดลง กล่าวคือ เงินเท่าเดิมแต่ซื้อของได้น้อยลง เพราะสินค้าและบริการต่างๆ ล้วนแพงขึ้นนั่นเอง ฉะนั้น เราจึงต้องนำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างน้อยเทียบเท่าเงินเฟ้อ ยิ่งมากกว่าเงินเฟ้อยิ่งดี เพราะจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หากทำได้อย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน