
รู้หรือไม่? การขายสินค้า หรือให้บริการ Online นั้น มีภาระภาษีไม่ได้แตกต่างไปจากธุรกิจปกติทั่วไป ซึ่งเป็นข้อมูลที่หลายๆ คนควรต้องรู้
หากกำลังตัดสินใจจะลาออกจากงานประจำ หวังผันตัวเป็นผู้ประกอบการ หรือค้าขายออนไลน์แบบไม่มีหน้าร้าน เผื่อจะได้วางแผนลดหย่อนภาษีอย่างไร ช่วยแบ่งเบาภาษีที่ต้องจ่ายจริงได้บ้าง
สำหรับภาระภาษีอากรเมื่อขายของทางออนไลน์ต้องเสียนั้น มีดังต่อไปนี้
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เจ้าของสินค้า หรือร้านค้าที่เป็นผู้ประกอบการ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเมื่อจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น แยกเป็นกรณี ดังนี้
ภาษีเงินได้
ผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ ซึ่งแบ่งตามประเภทใด ดังนี้
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
เมื่อบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นผู้จ่ายเงินให้กับผู้รับเงิน มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากผู้รับเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ขาย หรือร้านค้าที่เป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าธรรมเนียมการขายให้แพลตฟอร์มจะต้องหัก
เงินเข้าบ่อยๆ ต้องเสียภาษีไหม?
สำหรับปัจจุบันใครๆ ก็หันมาใช้อีเพย์เมนต์ (e-payment) โดยธนาคารจะต้องส่งข้อมูลให้กับสรรพากร หากเข้าข่าย “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ” หรือธุรกรรมการฝากเงิน การรับโอนเงิน (เฉพาะเงินโอนเข้าบัญชี) รวมกันทุกบัญชีใน 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ภายในปีนั้นๆ โดยธุรกรรมลักษณะเฉพาะนี้ไม่ได้กำหนดเฉพาะคนขายของออนไลน์เท่านั้น แต่ใช้กับทุกคน
ถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ธนาคารจะส่งข้อมูลให้สรรพากร โดยผู้ที่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด จึงควรเตรียมความพร้อมด้วยการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างถูกต้อง เก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ และยื่นแสดงรายการภาษีให้ครบถ้วนด้วย
4 สิทธิ "ลดหย่อนภาษี" สำหรับคนขายของออนไลน์
อย่างไรก็ดี อาชีพขายของออนไลน์ ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ฉะนั้นอย่าลืมวางแผนภาษี
ที่มา : บมจ.ธรรมนิติ, fwd.co.th, กรมสรรพากร