
ในการประชุมระดับ ครม.หรือแม้แต่ระดับโลกอย่างการประชุม IMF-World Bank 2026 ล่าสุดที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ดูเหมือนจะพูดถึง “ประชากรสูงวัย” กันมาก จนเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญถึงขั้นจัดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ต้องรีบแก้ไขกันเลย
นั่นทำให้รู้สึกว่ายิ่งพูดยิ่งเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เตรียมการจริงจังในเรื่องนี้ ขณะที่รู้ปัญหามานาน มีการศึกษาและปรับบางเรื่องไปบ้าง แต่การตัดสินใจปฏิรูปก็ยังไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร
โดยเฉพาะเรื่องรายรับที่เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายของกองทุนประกันสังคมเมื่อมีคนรับบำนาญเพิ่มขึ้น และรับต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่จำนวนผู้ส่งเงินสมทบเติบโตช้า ระบบก็เสียสมดุลได้ แม้รายได้จะยังไม่ได้ลดลงทันทีก็ตาม
บทวิเคราะห์ของ TDRI ที่เผยแพร่ในเดือน ก.ค.69 เคยประเมินว่า กองทุนประกันสังคมอาจเริ่มมีรายจ่ายสูงกว่าเงินสมทบราว 10-15 ปีข้างหน้า แต่นั่นก็เป็นแค่การคาดการณ์ที่ยังไม่ใช่วันที่กำหนดว่ากองทุนจะล้ม
แต่ถ้าไม่แก้โครงสร้างประชากร ความมั่นคงในอนาคตก็น่าจะลดลงจริงๆ
จะว่าไปผู้สูงอายุไทยไม่ได้รักษาพยาบาลผ่านประกันสังคมทั้งหมด บางคนอยู่ในระบบประกันสังคม บางคนอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บางคนใช้สิทธิข้าราชการและบางคนคงสถานะประกันสังคม ม.39 ไว้ หลังออกจากงาน
ถึงอย่างนั้น ความกังวลเรื่องนี้ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญอยู่ แม้จะไม่มีประกาศตัดสิทธิ แต่หากจัดงบและบริการไม่พอ ประชาชนก็อาจเข้าถึงการรักษาได้ยากขึ้น เช่น รอนานขึ้น เดินทางไกลขึ้น หรือครอบครัวต้องออกค่าใช้จ่ายดูแลกันเองมากขึ้น นี่เป็นความเสี่ยงที่ควรป้องกัน ไม่ใช่รอให้เกิดขึ้นจึงแก้ไข
ความยั่งยืนของกองทุนจึงต้องอาศัยการปรับระบบ เช่น รายได้จากเงินสมทบ หรือเงื่อนไขอายุรับบำนาญ ซึ่งล้วนต้องมีการออกแบบอย่างเป็นธรรม และมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน
รัฐเองก็ควรให้ประชาชนเห็นการเตรียมความพร้อมที่จับต้องได้ อย่างน้อยก็ต้องเปิดเผยฐานะกองทุนระยะยาวให้เข้าใจง่าย แยกแต่ละสิทธิประโยชน์ บอกสมมติฐาน และแสดงว่าทางเลือกแต่ละแบบกระทบใครบ้าง การประกาศที่มีเพียงมีเงินสะสมจำนวนมาก ไม่ได้ตอบว่าพอกับภาระในอนาคตหรือไม่
นอกจากนี้ควรปรับแหล่งเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นธรรม ทั้งในฐานะผู้ส่งเงินสมทบ การจัดเก็บ และบทบาทงบประมาณรัฐ โดยคำนึงถึงแรงงานรายได้ต่ำ นายจ้างรายเล็ก และการเพิ่มเงินสมทบ สร้างสิทธิในอนาคตเพิ่มเท่าใด?
พร้อมกับตรวจสอบการบริหาร และการลงทุนที่โปร่งใส มีเป้าหมาย และผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง เปิดเผยต้นทุนที่ไม่ใช่การเสี่ยงลงทุนสูงเป็นทางลัดเพื่อแก้ปัญหา ในเวลาเดียวกันก็ต้องสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน จัดงบต่อเนื่องที่การรักษาในโรงพยาบาลทำไม่ได้ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยติดเตียง
น่าห่วงที่สุดก็คือการผัดวันตัดสินใจ จะทำให้ทางเลือกแคบลง หากเริ่มตั้งแต่ยังมีเวลาก็ยังคุ้มครองประชากรสูงวัยให้มีเกียรติและศักดิ์ศรีต่อไปได้.
มิสไฟน์
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม