
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำจดหมายถึง รมว.คลัง ชี้แจงการดำเนินนโยบายการเงินปีที่ผ่านมาที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.ที่ 1-3% และเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่-0.85% ต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท. สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่ลดลงจากโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงอย่างรุนแรง และรัฐบาลมีมาตรการช่วยค่าครองชีพในส่วนของการลดค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า และมาตรการควบคุมการระบาด กระทบรายได้ การจ้างงาน บั่นทอนความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของประชาชน
ธปท.ยืนยันว่าเงินเฟ้อของไทยติดลบมาตั้งแต่เดือน มี.ค.2563 แต่ยังไม่เป็นสัญญาณของเงินฝืด โดยพิจารณาจาก 4 เงื่อนไข อาทิ ราคาสินค้าและบริการ ไม่ได้มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มสูงขึ้น และจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในกลางปีนี้, ราคาสินค้าและบริการไม่ได้หดตัวเป็นวงกว้าง โดยราคาสินค้า 70% ของจำนวนสินค้าในตะกร้าเงินปรับเพิ่มขึ้น หรือทรงตัว, การคาดการณ์เงินเฟ้อของสาธารณชนยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย หรือเห็นว่าเงินเฟ้อ 5 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 1.7% แสดงให้เห็นว่าสาธารณชนมองว่าเงินเฟ้อติดลบเป็นสถานการณ์ชั่วคราว ธปท.จะติดตามและประเมินแนวโน้มการบริโภค การลงทุนของประชาชน และเอกชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งรายได้และการจ้างงาน เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่จะเกิดเงินฝืดในระยะต่อไป
ธปท.ได้ประเมินว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย หรือเพิ่มขึ้น 1% ได้ในกลางปีนี้ และพลวัตของเงินเฟ้อในช่วงต่อไป อาจเปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป รวมทั้งโครงสร้างทางการค้าอื่นๆที่ได้รับผลจากโควิด-19 เช่น การเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ การซื้อขายออนไลน์ การนำเทคโนโลยีและหุ่นยนต์มาใช้เพิ่มขึ้นเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค และในภาวะที่การฟื้นตัวของประเทศยังเปราะบางและไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ นโยบายการเงินของ ธปท.จะให้น้ำหนักในการสนับสนุนการการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ.