ธนาคารกรุงเทพ กางเข็มทิศพาธุรกิจไทย ปลดล็อก “อินโดนีเซีย” ตลาดเด่นแห่งอาเซียน ผ่านสัมมนา ปีที่ 2

Investment

Wealth Management

Content Partnership

Content Partnership

Tag

ธนาคารกรุงเทพ กางเข็มทิศพาธุรกิจไทย ปลดล็อก “อินโดนีเซีย” ตลาดเด่นแห่งอาเซียน ผ่านสัมมนา ปีที่ 2

Date Time: 14 ก.ค. 2569 11:00 น.
Content Partnership

Summary

ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารเพอร์มาตาเปิดเวที Indonesia Investment & Trade Forum 2026 หนุนธุรกิจไทยบุกตลาดอินโดนีเซีย พร้อมเจาะลึกโอกาสทองลงทุนในอุตสาหกรรมเด่น 


ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งปัญหาราคาพลังงาน สงครามการค้าที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ ตลอดจนแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกที่หลั่งไหลเข้ามาดัมพ์ตลาดในประเทศอย่างรุนแรง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การมองหาทำเลทองแห่งใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญและทางรอดที่ภาคธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม ซึ่งหนึ่งในหมุดหมายดาวเด่นที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนขณะนี้ก็คือ “อินโดนีเซีย” 

ทว่า การจะก้าวเข้าสู่ตลาดที่มีโครงสร้างและวัฒนธรรมเฉพาะตัว อย่างอินโดนีเซียให้ประสบความสำเร็จนั้น ลำพังเพียงความกล้าอาจยังไม่พอ แต่จำเป็นต้องมี “เข็มทิศ” และ “พันธมิตร” ที่รู้ลึกรู้จริงในพื้นที่ เพื่อช่วยกรุยทางและลดความเสี่ยงในการลงทุน

เพื่อเป็นการเปิดประตูสู่อนาคตและสร้างแต้มต่อให้กับธุรกิจไทย ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารเพอร์มาตา ในเครือธนาคารกรุงเทพ จัดงานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ปีที่ 2 ดึงกูรูเจาะลึกโอกาสการค้าและการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย เปิดปัจจัยหนุนนักลงทุนไทยบุกตลาดดาวเด่นแห่งภูมิภาค ด้วยฐานผู้บริโภคกว่า 270 ล้านคน และเศรษฐกิจที่โตเฉลี่ย 5% แม้เศรษฐกิจโลกผันผวน พร้อมชี้เป้าอุตสาหกรรมแห่งโอกาส ตอกย้ำบทบาท ‘ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค’ ที่พร้อมเคียงข้างและเสริมศักยภาพนักลงทุนไทยสยายปีกในตลาดอินโดนีเซียให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ชี้ช่องอินโดนีเซีย 'ตลาดดาวเด่น' โตสวนกระแสโลก

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารเพอร์มาตา ร่วมจัดงานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในธีม “Driving Growth and Creating Opportunities : Unlocking Thailand & Indonesia Trade Corridor” เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจ และปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้แก่นักลงทุนไทยไปยังตลาดอินโดนีเซีย แหล่งลงทุนดาวเด่นของภูมิภาค โดยเฉพาะในภาคการผลิต ภาคพลังงานและบริการดิจิทัล ด้วยจำนวนประชากรกว่า 270 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประชากรคนหนุ่มสาว ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นทั้งตลาดแรงงาน และตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ 

ขณะเดียวกันยังรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี แม้จะต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้รัฐบาลยังปฏิรูปกฎระเบียบและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดอุปสรรค เพิ่มความสะดวกในการลงทุนให้แก่ต่างชาติ ควบคู่ไปกับนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่นักลงทุนไทยที่ต้องการขยายการลงทุนสู่ตลาดอินโดนีเซียที่มีขนาดใหญ่กว่าไทยถึง 2 เท่า และมีประชากรมากกว่าถึง 4 เท่าแห่งนี้

สำหรับธนาคารกรุงเทพแล้ว อินโดนีเซียเปรียบเสมือน “หัวใจสำคัญ” และเป็นเรือธงในการสร้างรายได้จากต่างประเทศมาโดยตลอด การเข้าซื้อกิจการธนาคารเพอร์มาตา ถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างเครือข่ายแข็งแกร่ง พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าไทยและลูกค้าในภูมิภาคที่ต้องการเข้าไปปักหมุดในอินโดนีเซียได้อย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างมั่นคงพร้อมกับเศรษฐกิจอินโดนีเซีย 

ซึ่งธนาคารกรุงเทพมีความคุ้นเคยและบริหารจัดการความเสี่ยงในประเทศนี้มาอย่างยาวนานเกือบ 60 ปี จึงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่จะเดินหน้าต่อ โดยไม่หวั่นต่อปัจจัยระยะสั้นอย่างข่าวการปรับลดน้ำหนักการลงทุนของดัชนี MSCI แต่อย่างใด นอกเหนือจากอินโดนีเซียแล้ว ธุรกิจต่างประเทศของธนาคารในพื้นที่อื่นๆ เช่น เวียดนาม ก็ยังคงขยายตัวได้ดีตามสภาพเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับสาขาในจีน ไต้หวัน และฮ่องกง ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียน

เมื่อหันกลับมามองภาพรวมพอร์ตธุรกิจและคุณภาพหนี้ของธนาคารกรุงเทพในปัจจุบัน ชาติศิริ ยืนยันว่าผลประกอบการยังคงขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ลูกค้าบางส่วนจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันหรือสงครามการค้า แต่ธนาคารได้เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยการเสริมสภาพคล่องและให้ความช่วยเหลือในการปรับตัว ซึ่งสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เริ่มคลายตัวลงก็ช่วยให้ลูกค้าปรับตัวได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมที่ระดับประมาณ 3.5% บวกหรือลบ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 

ในส่วนของการบริหารความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของค่าเงินรูเปียห์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความกังวลหลักของผู้ประกอบการไทยนั้น ธนาคารกรุงเทพมีเครื่องมือทางการเงินที่ครบครันและสามารถสนับสนุนสินเชื่อในรูปแบบสกุลเงินท้องถิ่น รวมถึงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้การบริหารจัดการต้นทุนของลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยกว่าการเดินหน้าเข้าไปลงทุนโดยลำพัง

“การจัดงานสัมมนาในปีแรกพบว่ามีผู้ประกอบการไทยจำนวนมากสนใจขอคำปรึกษาการเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย สะท้อนความต้องการของนักลงทุนไทยที่มองหาโอกาสในตลาดศักยภาพสูง ซึ่งธนาคารกรุงเทพ ในฐานะ ‘ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค’ พร้อมสนับสนุนลูกค้าในทุกมิติ ผ่านเครือข่ายของธนาคารเพอร์มาตาที่มีสาขากว่า 200 แห่ง ครอบคลุม 81 เมืองสำคัญทั่วอินโดนีเซีย รวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ในพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ การลงทุน การจัดหาพันธมิตรทางการค้า ตลอดจนการสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารยังได้พาลูกค้าเดินทางไปศึกษาศักยภาพตลาดจริงในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องให้ได้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เห็นโอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ จากประสบการณ์จริง เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจเลือกลงทุนในตลาดอินโดนีเซียได้อย่างมั่นใจ” ชาติศิริ กล่าว

ขณะที่ของภาพรวมเศรษฐกิจไทย ชาติศิริ ยังคงมองเห็นสัญญาณบวกและการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ โดยชี้ว่านโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันมีความเอื้ออำนวยและสนับสนุนการลงทุนในระยะกลางและระยะยาว ประกอบกับประเทศไทยมีเสถียรภาพและนโยบายการเงินการคลังที่ดี สะท้อนได้จากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับและ Transform เศรษฐกิจไทยไปอีกขั้น ชาติศิริ เชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพที่หลากหลายและดึงดูดใจนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน, ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ธุรกิจเพื่อสุขภาพและเวลเนส รวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งยังคงเป็นอุตสาหกรรมแม่เหล็กที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับประเทศ 

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศนั้น ธนาคารมองว่ายังเป็นเซกเตอร์ที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยยังมีผู้ประกอบการเข้ามาขอสินเชื่ออย่างต่อเนื่องเป็นระยะตามจังหวะธุรกิจ และไม่ได้เป็นประเด็นที่น่ากังวลใจแต่อย่างใด

สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าบริบทเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไปทิศทางใด โอกาสของภาคธุรกิจไทยยังคงเปิดกว้างเสมอ หากรู้จักปรับตัวและมองหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงอย่างอินโดนีเซีย โดยมีสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญและเครือข่ายระดับสากลพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความสำเร็จอย่างมั่นคง

เจาะลึกเนื้อในเศรษฐกิจอินโดฯ โตแกร่ง 5.6%

รวมทั้งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแสวงหาโอกาสในต่างประเทศจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ภาคธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของ “อินโดนีเซีย” ในงานสัมมนา  ‘Indonesia Investment & Trade Forum 2026’ ต่อเนื่องปีที่ 2 ในหัวข้อ ‘Driving Growth and Creating Opportunities : Unlocking Thailand & Indonesia Trade Corridor’ 

โดยระบุว่า อินโดนีเซียกำลังกลายเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่ที่น่าจับตาที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แม้ว่าในปัจจุบันจะเผชิญกับกระแสข่าวด้านลบและความผันผวนในตลาดทุนอย่างหนัก แต่หากมองลึกลงไปในเนื้อใน เศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังคงมีอัตราการเติบโตที่สูงถึงร้อยละ 5.6 ซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่าของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่อยู่เพียงร้อยละ 2 กว่าๆ เท่านั้น 

ปัจจัยนี้สะท้อนถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรเกือบ 300 ล้านคน จึงอยากชักชวนให้ผู้ประกอบการไทยพาตัวเองออกไปเปิดตลาดใหม่ แทนการนั่งรับศึกหนักจากสินค้าราคาถูกของจีนที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาดัมพ์ตลาดในประเทศอย่างรุนแรง

เมื่อพิจารณาในแง่ของสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและการทำธุรกิจ ดร.กอบศักดิ์ ให้มุมมองว่า ทุกประเทศจะมีอุปสรรคในการเข้าเมืองและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน แต่สำหรับอินโดนีเซียนั้น นับตั้งแต่ยุคของอดีตประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ซึ่งมีพื้นฐานมาจากนักธุรกิจ SME ได้เข้าใจถึงหัวอกและสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการอย่างแท้จริง จึงได้มีการผลักดันกฎหมาย “Omnibus Law” เพื่อปลดล็อคข้อกำหนดและปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมายต่างๆ ให้เอื้อต่อการลงทุนและสะดวกต่อการทำธุรกิจมากขึ้น 

แม้ในทางปฏิบัติจะยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ภาพรวมในปัจจุบันถือเป็นจังหวะเวลาที่ดีมากสำหรับทุนไทยในการเข้าไปปักหมุด โดยในส่วนของธนาคารกรุงเทพเอง ปัจจุบันสามารถทลายข้อจำกัดในการดูแลลูกค้า จากในอดีตที่มีเพียง 2-3 สาขา ด้วยวิสัยทัศน์และการตัดสินใจครั้งสำคัญในการเข้าซื้อกิจการ “ธนาคารเพอร์มาตา” (PermataBank) ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่มีเครือข่ายกว่า 200 สาขาทั่วอินโดนีเซีย ทำให้ในวันนี้ธนาคารกรุงเทพพร้อมให้บริการดูแลลูกค้าอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งสินเชื่อเพื่อการสร้างโรงงาน ระบบเอทีเอ็ม และโมบายแบงก์กิ้ง 

พร้อมกันนี้ ดร.กอบศักดิ์ ได้เปิดเผยว่า ธนาคารมีแผนจะนำคณะนักธุรกิจไทยเดินทางไปเยือนอินโดนีเซียเพื่อสัมผัสโอกาสจริงในไตรมาสที่ 3 อีกทั้งยังมุ่งเป้าที่จะดึงดูดทุนและนักท่องเที่ยวอินโดนีเซียเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งกำลังเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากมีความคุ้มค่าด้านราคาและมีกิจกรรมที่หลากหลายกว่าสิงคโปร์

สำหรับความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตในอินโดนีเซียที่ดัชนีตลาดหุ้นดิ่งลงกว่าร้อยละ 40 ภายในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาจนเหลือระดับ 5,000 จุด รวมถึงการที่ Moody’s Ratings ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือเป็นเชิงลบ และความเสี่ยงที่ MSCI ขยายเวลาทบทวนสถานะตลาดเกิดใหม่ของอินโดนีเซียไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน เกี่ยวกับการปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ นั้น ดร.กอบศักดิ์ วิเคราะห์ว่า แท้จริงแล้ววิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันภาคธนาคารของอินโดนีเซียมีความแข็งแกร่ง สินเชื่อยังโตต่อเนื่องที่ประมาณร้อยละ 9 โดยไม่มีหนี้เสียน่ากังวลเหมือนยุคปี 2540 และหนี้สาธารณะของรัฐบาลก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่มาจาก “ข้อผิดพลาดเชิงนโยบาย” ของภาครัฐที่เน้นการทำประชานิยมและการแทรกแซงตลาดมากเกินไป จนสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนต่างชาติ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดหุ้นอินโดนีเซียเริ่มปรับปรุงเกณฑ์ และรัฐบาลตระหนักถึงปัญหาจนนำไปสู่การขยายเวลาประเมินของ MSCI ออกไปอีก 6 เดือน รวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงิน ย่อมสะท้อนถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหา ซึ่ง ดร.กอบศักดิ์ เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ในที่สุด และจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธนาคารเพอร์มาตา เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ยังปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ย

ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า บทเรียนนโยบายประชานิยมจากอินโดนีเซีย รวมถึงกรณีในอดีตของอดีตนายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ ของอังกฤษ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ส่งสัญญาณเตือนมายังเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี การดำเนินนโยบายที่ใช้เม็ดเงินจำนวนมากและสุ่มเสี่ยงต่อวินัยการเงินการคลังเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง 

เพราะในโลกยุคปัจจุบัน นักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับตัวรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ทีมเศรษฐกิจของไทยยังคงให้ความสำคัญกับวินัยการคลังอย่างเข้มงวด ทำให้ Moody's ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับคงที่ (Stable) 

ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ดร.กอบศักดิ์ ประเมินว่าจะเติบโตได้ในกรอบร้อยละ 1.5 - 2.0 ซึ่งการปรับประมาณการขึ้นลงบ่อยครั้งของหลายสำนักอาจยังไม่สะท้อนความจริง เนื่องจากเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่นิ่งและยากจะคาดเดาตอนจบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกยังคงทรงตัวในระดับสูง 

รวมไปถึงสัญญาณการกลับมาของสงครามการค้าโลก หลังจากที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะไม่ต่ออายุข้อตกลงการค้าเสรีสำคัญอย่าง USMCA หรือความตกลงการค้าเสรีของสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (ถูกปรับปรุงและนำมาใช้แทนที่ข้อตกลง NAFTA เดิมที่บังคับใช้มานานกว่าสองทศวรรษ เพื่อลดปัญหาความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและปรับกฎเกณฑ์ให้เข้ากับยุคสมัย) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าไทยอาจต้องเผชิญกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นจากสหรัฐฯ ในอนาคต

นอกจากปัจจัยภายนอกประเทศแล้ว ปัจจัยภายในประเทศของไทยเองก็มีความท้าทายไม่แพ้กัน ทั้งสถานการณ์ทางการเมืองและการกดดันการทำงานของรัฐบาล พื้นที่ทางการคลังที่เหลือน้อย ตลอดจนการทะลักเข้ามาของทุนและสินค้าจีนที่จะเข้ามาเปิดศึกชิงเค้กกับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีขนาดเล็กกว่า ขณะที่ตลาดทุนโลกเริ่มส่งสัญญาณความผันผวน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ปรับตัวขึ้นสูงจนน่ากังวลว่าจะเกิดการปรับฐาน 

ในขณะที่สินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำ และบิทคอยน์ เริ่มชะลอการปรับตัวขึ้น ปิดท้ายด้วยประเด็นร้อนแรงในประเทศอย่างการทบทวนสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดร.กอบศักดิ์ ให้มุมมองว่า โครงการนี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหัวใจและจุดยุทธศาสตร์หลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6-7 ปี รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งหาคำตอบที่ชัดเจนว่าจะ “ไปต่อ” หรือ “ยกเลิก” เพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาส เพราะสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติต้องการคือโครงสร้างพื้นฐานที่ดี 

หากเอกชนรายเดิมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้เนื่องจากติดปัญหาแหล่งเงินทุน รัฐบาลก็สามารถเข้ามาดำเนินการเองหรือเปิดประมูลใหม่ได้ เพราะโครงการนี้มีมูลค่าการก่อสร้างเทียบเท่ากับรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เพียงสายเดียว แต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี เช่น มักกะสัน จะช่วยเปิดพื้นที่เศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาวได้อย่างมหาศาล

อินโดนีเซียศูนย์กลางการลงทุนอาเซียน 'เพอร์มาตา' พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดสร้างธุรกิจยั่งยืน

ด้าน เมลิสา รุสลี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพอร์มาตา อินโดนีเซีย ในเครือธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังคงมีความแข็งแกร่งและสามารถปรับตัวได้ดี ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ การลงทุนในอินโดนีเซียยังคงขยายตัวครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น ทรัพยากร อาหาร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และโทรคมนาคม

“ความสามารถในการปรับตัวของอินโดนีเซีย ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถก้าวข้ามความท้าทาย มองหาโอกาสใหม่ ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอน และเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจ สำหรับผู้ประกอบการไทย อินโดนีเซียไม่เพียงเป็นตลาดแห่งโอกาส แต่ยังเป็นจุดหมายในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ธนาคารเพอร์มาตาให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและภาคธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่ความไว้วางใจ อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน ธนาคาเพอร์มาตา มุ่งมั่นเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่ลูกค้าไว้วางใจ พร้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยสนับสนุนทั้งข้อมูลเชิงลึก โซลูชันทางการเงิน และบริการที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้นักลงทุนไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ธุรกิจในอินโดนีเซีย และสร้างคุณค่าในระยะยาว” เมลิสา กล่าว

ทั้งนี้ งานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ยังได้รับเกียรติ จาก ฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย ประพันธ์ ดิษยทัต เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอินโดนีเซีย ร่วมกล่าวเปิดงาน 

รวมถึง โจซัว พาร์เดเด หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารเพอร์มาตา ร่วมฉายภาพรวมและมุมมองต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ปี 2569 และได้รับเกียรติจาก เฮรียันโต อิราวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ พีที เวอร์ดานา เซกูรีตัส อินโดนีเซีย, แอ็กซ์ตัน ซาลิม กรรมการ พีที อินโดฟู้ด ซุกเซส มักมูร์ ทีบีเค, คาร์ติกา เซติอาบูดี กรรมการ พีที คัลเบ ฟาร์มา ทีบีเค ร่วมเสวนาหัวข้อ “การลงทุนในอินโดนีเซีย” เพื่อแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในอินโดนีเซียให้ประสบความสำเร็จ โอกาสของธุรกิจที่กำลังเติบโตได้ดีในอินโดนีเซีย ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มสุขภาพ Healthcare & Wellness รวมถึงความท้าทายและวิธีเอาชนะใจผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย

และ หัวข้อ “ทำความรู้จักฮาลาลอินโดนีเซีย” โดย คทาวุธ เลาะหมุด หัวหน้างานต่างประเทศและประชาสัมพันธ์ ฝ่ายกิจการฮาลาล สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย มาเจาะลึกถึงขอบเขตฮาลาลในอินโดนีเซีย นโยบายและข้อบังคับของรัฐบาลอินโดนีเซีย รวมถึงวิธีการได้รับการรับรองฮาลาลของอินโดนีเซีย และปิดท้ายด้วยการบรรยายพิเศษ “อินโดนีเซีย: โอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทย” โดย กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ขาดทุน 4 ปีก็รอดได้! ‘ตัน อิชิตัน’ กางสูตรลับโตในอินโดฯ

ขณะเดียวกันหัวข้อสนทนาพิเศษ “แบ่งปันประสบการณ์โดยผู้ประกอบการไทยในอินโดนีเซีย” ได้รับเกียรติจาก ตัน-ภาสกรนที ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการทำธุรกิจในอินโดนีเซีย ความท้าทาย วิธีการเอาชนะ บทเรียนที่ได้รับและมุมมองต่อโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจในอินโดนีเซีย โดยระบุว่า การขยายธุรกิจไปต่างแดนท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าไม่ใช่เรื่องง่าย 

ด้าน ตัน-ภาสกรนที เคยเผชิญกับสภาวะขาดทุนยาวนานถึง 4 ปีในอินโดนีเซีย เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่นและระบบโลจิสติกส์ผ่านร้านค้าดั้งเดิม (โชห่วย) ที่ครองตลาดถึง 80% มีความซับซ้อนและแตกต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง จุดพลิกผันที่ทำให้ธุรกิจรอดพ้นจากความล้มเหลวคือการลงพื้นที่สำรวจตลาดด้วยตนเอง จนพบโอกาสของ “ชาไทย” ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรู จึงนำมาสู่การเปลี่ยนกลยุทธ์ชูผลิตภัณฑ์ “ชาไทย” จนประสบความสำเร็จเป็นกระแสในที่สุด

ย้ำหัวใจสำคัญต้องมี Local Partner  

หัวใจสำคัญของการไปลงทุนในต่างแดนที่ ภาสกรนที เน้นย้ำคือ “การมีหุ้นส่วนท้องถิ่น (Local Partner) ที่ดี” เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและวัฒนธรรม โดยแนะนำให้ค้นหาพันธมิตรผ่านเครือข่ายของ “ธนาคาร” และธนาคารกรุงเทพก็ถือเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้านที่ดี เพราะมีการคัดกรองฐานะทางการเงินและประวัติที่น่าเชื่อถือมากกว่านายหน้าทั่วไป 

ในแง่การบริหารความสัมพันธ์เขายึดหลักการร่วมทุนแบบ 50/50 เพื่อความเท่าเทียมและไม่เอาเปรียบกัน พร้อมแนะนำให้ทดสอบใจหุ้นส่วนด้วยการลองขัดแย้งหรือแสดงความเห็นที่ต่างกันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเพื่อดูทัศนคติที่แท้จริง

นอกจากนี้ การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบันต้องพึ่งพา เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ เพื่อลดความผิดพลาดของมนุษย์และควบคุมต้นทุนให้ต่ำพอที่จะแข่งขันได้ ควบคู่ไปกับการรักษา “เครดิต” กับคู่ค้าด้วยการจ่ายเงินให้ตรงเวลา เพื่อสร้างแต้มต่อในอนาคต 

สุดท้ายคือ นักธุรกิจต้องกล้าส่งคนลงไปฝังตัวเรียนรู้วิถีชีวิตจริงของคนท้องถิ่น และต้องพร้อมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการลงทุนเพิ่มขึ้นในยามที่คู่แข่งอ่อนแรงลง พร้อมทั้งแบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนสู่สังคมเพื่อเป็นเกราะคุ้มกันธุรกิจในระยะยาว


Author

Content Partnership

Content Partnership