
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และชิป
• ไต้หวันเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยและไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไต้หวัน• ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นสถาบันการเงินชั้นนำของไทย ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนคู่คิดของ ผู้ประกอบการไทย โดยการแนะนำโอกาสและแบ่งปันข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในไต้หวัน อีกทั้งยังสามารถสนับสนุนลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ครบครัน
ไต้หวันเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นหมู่เกาะ ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่
รวมกันกว่า 172 เกาะ โดยเกาะไต้หวันมีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง คือ ไทเป เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
มีประชาชนอยู่อย่างหนาแน่นที่สุด และยังมีเมืองสำคัญ คือ ไทจง เป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจและอุตสาหกรรมในภาคกลาง และ เกาสง
เป็นเมืองท่าและศูนย์กลางธุรกิจทางภาคใต้ มีท่าเรือใหญ่ที่มีปริมาณการขนส่งอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก นอกจากนี้ ยังมีหมู่เกาะสำคัญอีก 4 หมู่เกาะ
ไต้หวันเป็นสาธารณรัฐ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีดินแดนทั้งหมดล้อมรอบด้วยทะเล ด้านทิศตะวันออกเป็นมหาสมุทรแปซิฟิก
ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับน่านน้ำของประเทศญี่ปุ่น ด้านทิศตะวันตกเป็นทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ มีช่องแคบไต้หวันคั่นอยู่กับประเทศจีน ด้านทิศใต้ติดกับน่านน้ำของประเทศฟิลิปปินส์ มีพื้นที่โดยรวม 35,980 ตารางกิโลเมตร (ไทย 513,120 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่า 14 เท่า) มีประชากรประมาณ 23.3 ล้านคน (ไทย 65.8 ล้านคน) โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อหัวประมาณ 34,000 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ (ไทย 8,772 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
เศรษฐกิจของไต้หวันพึ่งพาการส่งออกเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีภาคบริการและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นเสาหลัก โดยเฉพาะเทคโนโลยี
ขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ชิป ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์) เครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ปิโตรเคมีและพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน และเทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับไต้หวันเติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในส่วนของการค้าปี 2568 ไต้หวันเป็น
คู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไต้หวัน มีมูลค่าการค้าระหว่างไทย-ไต้หวัน 30,842 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 21% ส่วนสินค้านำเข้าหลักที่ไทยนำเข้าจากไต้หวันคือ แผงวงจรไฟฟ้า คิดเป็น 47.9% จากปริมาณนำเข้าสินค้าประเภทนี้ทั้งหมดของประเทศ
หนึ่งในธุรกิจของคนไทยที่ดำเนินกิจการในไต้หวันมาอย่างยาวนาน คือ ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเปิดสาขาในไทเปมาตั้งแต่ปี 2508 จึงมีข้อมูล ความรู้และประสบการณ์พร้อมสำหรับให้คำปรึกษาแนะนำแก่บริษัททั้งจากประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังมองหาโอกาส
ในการขยายตลาดในไต้หวัน
(ธนาคารกรุงเทพสาขาไทเป)
คุณโชคชัย พัวพัฒนขจร Senior Vice President และผู้จัดการทั่วไป-ไต้หวัน ธนาคารกรุงเทพ เล่าว่า ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีสาขาอยู่ในเมืองสำคัญ 3 แห่งของไต้หวัน ประกอบด้วย กรุงไทเป ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ เทคโนโลยีและวัฒนธรรม ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของเกาะไต้หวัน เมืองไทจง ในบริเวณตอนกลาง และเมืองเกาสงทางตอนใต้ โดยทั้ง 3 เมืองตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะไต้หวันและมีเที่ยวบินตรงและเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อไปยังเมืองธุรกิจและเมืองท่าสำคัญของจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้
กวางโจว เซินเจิ้น และเซียะเหมิน เพื่อการเดินทางและการค้าระหว่างกัน
(คุณโชคชัย พัวพัฒนขจร SVP และผู้จัดการทั่วไป-ไต้หวัน)
คุณโชคชัย กล่าวว่าใน ปี 2568 ที่ผ่านมา มีบริษัทไทยไปลงทุนในไต้หวันมากกว่า 560 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 1,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการของบริษัทขนาดใหญ่ในด้านพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไต้หวันมี
นโยบายสนับสนุน ในขณะที่ไต้หวันมีการลงทุนโครงการใหม่ในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่า 870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board-PCB) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด
“ธนาคารกรุงเทพในไต้หวัน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานให้กับนักธุรกิจชาวไต้หวันที่ต้องการลงทุนในประเทศจีน ประเทศไทย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสาขาธนาคารกรุงเทพทุกแห่งในไต้หวันมีความเชี่ยวชาญด้านการให้บริการสินเชื่อธุรกิจ บริการเพื่อธุรกิจส่งออกและนำเข้า บริการแลกเงินต่างประเทศเป็นเงินสดในสกุลเงินบาท บริการด้านเงินฝาก รวมถึงบริการด้านอื่น ๆ กล่าวได้ว่า เราพร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร” คุณโชคชัยกล่าว
ในภาคการท่องเที่ยวระหว่างไต้หวันและไทย คุณโชคชัย กล่าวว่า ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางมาไทย 9 แสนคน ในขณะที่
นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปไต้หวันจำนวน 4 แสนคน ด้านภาคแรงงาน คนไทยเป็นหนึ่งในแรงงานต่างชาติหลักของไต้หวัน ซึ่งปัจจุบัน
มีคนไทยอยู่ในไต้หวัน 8 หมื่นคน ขณะที่มีคนไต้หวันอยู่ในประเทศไทย 1.5 แสนคน
ด้านนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน รัฐบาลไต้หวันเน้นความร่วมมือผ่านนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy - NSP) ได้แก่ การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้า ความร่วมมือด้านโครงสร้างสาธารณูปโภค การส่งออกระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร (ครอบคลุมทั้ง Automation, Smart City และ IT System) และการช่วยเหลือด้านการเงิน รวมทั้งสนับสนุนการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ รวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในแถบเอเชียใต้
ปัจจุบันเศรษฐกิจของไต้หวันขับเคลื่อนด้วยการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดย GDP ของไต้หวัน
ในปี 2568 ขยายตัว 8.63% ซึ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี เนื่องจากมูลค่าการส่งออกได้ปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการสินค้า AI และ
สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกับอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เครื่องจักร AI และการขนส่ง เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
“ไต้หวันเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ สัดส่วน 60% ของโลก PCB สัดส่วน 35% ของโลก และ Flat Panel Display หรือ FPD สัดส่วน 40% ของโลก ขณะที่ภาคการขนส่งของไต้หวันขยายตัวตามการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Commerce และไต้หวันยังมีบริษัทขนส่งทางเรือขนาดใหญ่ติดอันดับโลก อาทิ Evergreen, Yang Ming, Wan Hai รวมถึงการขนส่งสินค้าทางเครื่องบิน” คุณโชคชัยกล่าว
ไต้หวันต้องการความร่วมมือกับประเทศไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านแรงงาน เนื่องจากไต้หวันมีอัตราการเกิดต่ำมากเพียง 0.8%
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในไต้หวัน และประเทศอื่น ๆ จึงทำให้มีความต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก
โดยในปี 2564 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวันขาดแคลนบุคลากรมากถึง 28,000 คน จึงทำให้ไต้หวันต้องเร่งผลิตบุคลากร
ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น กลุ่มประเทศภายใต้ New Southbound Policy ประกอบด้วย กลุ่มอาเซียน อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา บังกลาเทศ เนปาล ภูฎาน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
ด้านการส่งเสริมเสถียรภาพให้ห่วงโซ่อุปทานการผลิต ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ กับจีน ไต้หวันจึงจำเป็นต้องขยายฐาน
การผลิตออกจากจีนเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทาน โดยมีประเทศในอาเซียน รวมถึงไทยเป็นจุดหมายสำคัญ
“จุดแข็งของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน คือ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน ซึ่งดีกว่าเวียดนามและอินเดีย มีโครงข่าย
การขนส่งภายในประเทศที่เชื่อมโยงกัน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งของภูมิภาค มีความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง PCB ที่เข้ามาลงทุนทั้งคลัสเตอร์ โดยนักลงทุนไต้หวันมองว่า ไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองการปกครอง และไม่มีการเหยียด
เชื้อชาติ หรือกีดกันคนจีน” คุณโชคชัยกล่าว
“บริษัทไทยที่ไปลงทุนในไต้หวันเป็นบริษัทขนาดใหญ่ด้านพลังงาน ซึ่งมักจะใช้โครงสร้างการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งในต่างประเทศ
(Offshore Holding Company) เป็นตัวกลางในการเข้าถือหุ้นและระดมทุนเพื่อเข้ามาลงทุนในไต้หวัน โดยการมาลงทุนในไต้หวันตอนนี้มักจะเน้นอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต โดยเฉพาะโทรคมนาคมและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไต้หวันสนับสนุน”
นอกจากนี้ รัฐบาลไต้หวันยังมีนโยบายเปิดนิคมอุตสาหกรรมใหม่ ที่เน้นทางด้าน Hi-Tech Industry เพื่อสร้างซัพพลายเชน เช่น
เซมิคอนดักเตอร์ ที่มีการแข่งขันกันสูง ส่วนทางด้านระบบนิเวศ (Ecosystem) ในไต้หวัน ในส่วนของการใช้จ่ายชำระเงินในไต้หวัน
ยังเป็นการใช้จ่ายผ่านบัตรและเงินสด ซึ่งหากมีการค้าขาย และต้องชำระเงิน โอนเงิน ยังต้องมีเอกสารประกอบ ซึ่งเป็นวิธีการแบบดั้งเดิม
คุณโชคชัยแนะนำว่า นักธุรกิจไทยที่ต้องการลงทุนในไต้หวัน ต้องรู้ความเสี่ยงสำคัญ ทั้งการแบ่งเป็นบริษัทเล็ก กลาง ใหญ่ และการลงทุนจะต้องหาพาร์ตเนอร์ที่เป็นคนท้องถิ่นจะช่วยให้ธุรกิจราบรื่น รวมทั้งเรื่องภาษา คนไต้หวัน 80% พูดภาษาจีน ไม่ถนัดพูดภาษาอังกฤษ
ส่วนเรื่องการเมือง เป็นอีกเรื่องที่ผู้ลงทุนอาจกังวลหากเป็นการลงทุนระยะยาว ควรต้องติดตามเรื่องความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
“ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพได้ให้คำปรึกษาและสนับสนุนสินเชื่อให้บริษัทพลังงานที่ไปลงทุนในไต้หวัน และมีบริษัทก่อสร้างของไทยเข้าไปรับงานต่อด้วย อย่างไรก็ตาม สุดท้าย เทรนด์พลังงานสะอาดยังมีอนาคตที่ดี โดยเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลสนับสนุนและตั้งเป้าหมายต้องทำให้ได้ภายในปี 2593 ซึ่งเรื่องนี้เป็นโอกาสของนักธุรกิจไทย แต่ต้องดูเรื่องปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งในเรื่องของพลังงานทดแทน เพราะไต้หวันไม่ได้มีแดดแรงเหมือนไทย แต่มีความเสี่ยงด้านลมแรงและมีแผ่นดินไหว เป็นต้น” คุณโชคชัยกล่าว
ธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารไทยที่มีเครือข่ายสาขาต่างประเทศกว้างขวางที่สุด ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย ได้แก่ กัมพูชา จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย เวียดนาม สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อมูล ความรู้และประสบการณ์ในตลาดของแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความเข้าใจในธุรกิจและอุตสาหกรรมของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพทั่วทั้งภูมิภาค
| ที่ปรึกษาการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจ |
|
| ธนาคารกรุงเทพ สาขาไทเป ที่ตั้ง 121 Sung Chiang Road, Taipei 10485, Taiwan (P.O. Box 22419, Taipei, Taiwan) เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์เวลา 9.00-15.30 น.โทร: (886-2) 2507 3275 อีเมล: tpe.bbl@bangkokbank.com |
|
| ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยเกาสง ที่ตั้ง Floor 1-2, Asia Pacific Commercial Building, No.63 Wu Fu 3rd Road, Kaohsiung 80148, Taiwan เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-15.30 น. โทร: (886-7) 271 0000 อีเมล: khs.bbl@bangkokbank.com |
|
| ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยไทจง ที่ตั้ง 1F, No.309, Sec.2 Taiwan Boulevard, Taichung 403, Taiwan เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-15.30 น. โทร: (886-4) 2326 9623 อีเมล: tch.bbl@bangkokbank.com |
| ศูนย์ให้คำแนะนำด้านการค้าและการลงทุนสำหรับผู้ที่สนใจดำเนินธุรกิจใน AEC |
|
| ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารแห่งความเป็นเลิศใน AEC ศูนย์ AEC Connect พร้อมช่วยคุณสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนในภูมิภาค โทรศัพท์: 02 230 2758 อีเมล: aecconnect@bangkokbank.com |
| ติดต่อและปรึกษาเพิ่มเติม |
|
| ธนาคารกรุงเทพ (สำนักงานใหญ่) เว็บไซต์: www.bangkokbank.com โทรศัพท์: บัวหลวงโฟน 1333 หรือ 02 645 5555 อีเมล: info@bangkokbank.com |