เปิดอาณาจักร “ไทยซัมมิท” ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ธุรกิจใหญ่จนคนขอซื้อ  IB ระดับโลกส่งแผนให้พิจารณา

Investment

Wealth Management

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เปิดอาณาจักร “ไทยซัมมิท” ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ธุรกิจใหญ่จนคนขอซื้อ IB ระดับโลกส่งแผนให้พิจารณา

Date Time: 5 ก.พ. 2569 18:12 น.

Video

 จ่ายแพง เรียนหนัก แต่ทักษะไม่ตรงตลาด ถกการศึกษาไทยในยุค AI ? | Digital Frontiers EP.54 Special Talk

Summary

จากข่าวตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจกำลังพิจารณาขายธุรกิจ “กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท” ที่มูลค่าดีลอาจสูงถึง 47,677 - 63,570 ล้านบาท แม้ช่วงบ่ายจะออกมาชี้แจงว่าข่าวนี้ไม่เป็นจริง แต่ทำไม IB ระดับโลกถึงอยากซื้อธุรกิจนี้

Latest


ธุรกิจใหญ่ขยับตัวที ใครๆ ก็สนใจ อย่างเช้านี้ (5 ก.พ. 69) Bloomberg อ้างอิงจากแหล่งข่าวว่า ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจกำลังพิจารณาขายธุรกิจ “กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท” โดยมูลค่าดีลนี้อาจสูงถึง 47,677 - 63,570 ล้านบาท ราว 1,500-2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้มี Investment Bank (IB) หรือวาณิชธนกิจระดับโลกหลายเจ้ายื่นเสนอแผนไปอีกรอบแล้ว 

ทำไมคนถึงต่อคิวขอซื้อ? 

กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ก่อตั้งโดย “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” (พ่อของธนาธร) เริ่มต้นเมื่อปี 2520 หลังจากคุณพัฒนาจากไป ทาง “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” (แม่ของธนาธร) เข้ามาบริหารจัดการ รวมถึงทายาท Gen 2 ทั้ง 5 คนทยอยเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจ ได้แก่ ธนาธร (ลาออกจากตำแหน่งทางธุรกิจแล้ว), สกุลธร, ชนาพรรณ, รุจิรพรรณ และบดินทร์ธร

จนทุกวันนี้ “ไทยซัมมิท” กลายเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เบอร์ใหญ่ของไทยและอาเซียน มีบริษัทในเครือกว่า 40 บริษัท มี 26 โรงงานในหลายประเทศ ทั้งไทย, อินโดนีเซีย, อินเดีย, จีน, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, ไปจนถึงสหรัฐอเมริกา 

ในด้านงบการเงินบริษัทหลักอย่าง บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ที่อยู่มานานกว่า 48 ปี มีทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท ปี 2567 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 3,001 ล้านบาท กำไรสุทธิที่ 1,749 ล้านบาท ถึงจะน้อยกว่าปี 66 ที่อยู่สูงถึง 2,097 ล้านบาท แต่ถ้าส่องงบการเงินย้อนไปถึงปี 2548 บริษัทนี้มีกำไรทุกปี (มีกรรมการบริษัทฯ คือ  สมพร, ชนาพรรณ และสกุลธร)

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทในเครือที่ปี 2567 กำไรสุทธิเป็นบวก เช่น บมจ. ไทยซัมมิท ฮาร์เนส (+348 ล้านบาท), บจ. ไทยซัมมิท พีเคเค (+295 ล้านบาท), บจ. ไทยซัมมิท พีเค คอร์ปอเรชั่น (+275 ล้านบาท) ฯลฯ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ทุนจดทะเบียนมากกว่า 300 ล้านบาทแต่ถ้าถามว่าภาพรวมธุรกิจนี้ใหญ่แค่ไหน เคยมีการประเมินไว้ว่า กลุ่มบริษัทไทยซัมมิทมี EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) อยู่ที่ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,946 ล้านบาท) มีรายได้ต่อปีที่เกิน 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 82,641 ล้านบาท) 

ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า “ไทยซัมมิท” ธุรกิจก็ดูใหญ่โต หลายบริษัทมีกำไรสูงหลักร้อยหลักพันล้านทำไมถึงมีข่าวว่าอยากจะขายธุรกิจล่ะ  

ธุรกิจครอบครัว ทำไมถึงอยากขายออก?

จากต้นทางอย่าง Bloomberg อ้างว่า สาเหตุที่มีการพิจารณาดีลขายธุรกิจนี้อาจเพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยต้องสู้กับ “โลกที่เปลี่ยนไป” ทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีใหม่ๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ที่ครอบครัวเอเชียมักต้องเจอกัน คือ การส่งต่อกิจการจากรุ่นสู่รุ่น

ส่วนแผนเข้าซื้อไทยซัมมิทมี IB หลายเจ้าที่สนใจและเสนอตัวไว้ก่อนแล้ว อาจมีทั้ง CVC Capital Partners, Warburg Pincus and Blackstone Inc., แต่ตอนนี้ IB ต่างๆ ยังไม่ทำดีลหรือคำเสนอซื้ออย่างเป็นทางการ ฝั่งตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเองก็ยังไม่มีการตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) 

แต่ล่าสุด กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ออกประกาศชี้แจงเกี่ยวกับข่าวการขายกิจการของบริษัท โดยระบุว่า สืบเนื่องจากที่มีกระแสข่าวว่า ผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทจะมีการขายธุรกิจ ทางบริษัทขอชี้แจงว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดนอกจากนี้ยังย้ำว่า กิจการของบริษัทยังคงดำเนินงานอย่างเป็นปกติ มีกิจการที่มั่นคง และมีความภูมิใจที่เป็นบริษัทคนไทยที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ สามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยานยนต์

แม้กลุ่มไทยซัมมิทจะออกมาแก้ข่าวดีลซื้อธุรกิจอย่างรวดเร็ว แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ธุรกิจหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดิมๆ ที่พึ่งพาน้ำมันจะต้องเปลี่ยนไปทางไหน ถ้าแก้เกมด้วยการพัฒนาสู่ EV จะเพียงพอไหมต่อการแข่งขันกับธุรกิจใหม่ๆ ระดับโลกที่เกิดขึ้นทุกวันนี้

*รายงานข่าวนี้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 31.79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ