
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหนัก หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยเลือกตั้งกลางเทอม กดดัน NASDAQ ดิ่ง ลามถึงหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดกลยุทธ์รับมือนักลงทุนไทยควรทำอย่างไร
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง นำโดยดัชนี Nasdaq ที่ทรุดตัวลงกว่า 5.52% พร้อมกับการร่วงลงของดัชนีชิปโลกอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมลามมายังตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตกเป็นเป้าถูกเทขายอย่างหนักตั้งแต่เปิดตลาด
หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตกวาดชัยชนะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ทำให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลจะเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎระเบียบในการกำกับดูแลอุตสาหกรรม AI และอาจชะลอหรือระงับการก่อสร้างโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ในหลายรัฐ รวมถึงยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษี
อย่างไรก็ดี ฝั่งนักวิเคราะห์มองว่าปฏิกิริยาของตลาดในขณะนี้ดูจะ "Panic เกินไป" เพราะหากสหรัฐฯ ประสบปัญหาติดขัดด้านกฎเกณฑ์ กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ ก็พร้อมย้ายฐานการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปยังประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก เมื่อผลการนับคะแนนชี้ชัดว่าพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาดแบบ "Blue Wave"
โดยพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พร้อมทั้งคว้าชัยชนะในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐสำคัญ เช่น รัฐเท็กซัสและรัฐโอไฮโอ ซึ่งส่งผลให้ภูมิทัศน์การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านสู่การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลการเลือกตั้งนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดร่วงระนาวเมื่อคืนที่ผ่านมา ดัชนี Dow Jones ดิ่งลงกว่า 1,800 จุด (-3.4%) ดัชนี S&P 500 รูดลง 4.36% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทรุดตัวหนักถึง 5.52% ปิดที่ระดับ 24,315 จุด
ด้านดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (SOX) ดิ่งลงถึง 12% ซึ่งเป็นการปรับลดลงวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 นำโดยการทรุดตัวของ NVIDIA ที่ลดลง 9.26% มูลค่าตลาดหายไปกว่า 4.4 แสนล้านดอลลาร์ และ Micron Technology ที่ดิ่งลงถึง 17.00%
นอกจากนี้ แรงขายจากฝั่งสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบลามมายังตลาดหุ้นฝั่งเอเชียในช่วงเช้าวันนี้ด้วย โดยหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยวันนี้ ปิดตลาดช่วงเช้าราคาปรับตัวลดลงทั้งกลุ่ม เช่น DELTA ลดลง 4.01% KCE ลดลง 6.04% HANA ลดลง 7.88% CCET ลดลง 3.97% และ SMT ลดลง 4.86% เป็นต้น
บทวิเคราะห์ บล. พาย ระบุว่า การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่ม Semiconductor ในสหรัฐฯ นั้น ตลาดดูเหมือนจะ "Panic มากเกินไป" เนื่องจากในความเป็นจริง หากการพัฒนาในสหรัฐฯ เผชิญข้อจำกัดทางกฎหมายหรือกฎระเบียบ กลุ่มผู้ประกอบการ Hyperscalers ก็มีความยืดหยุ่นที่จะย้ายงบประมาณไปก่อสร้าง Data Center ในประเทศหรือภูมิภาคอื่นได้
อีกทั้งผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2569 ที่ผ่านมา บรรดาบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุน (Capex) พร้อมกับมองหาแหล่งเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แรงเทขายรอบนี้เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการถูกบังคับขายในบัญชีมาร์จิ้น (Margin Call) หลังราคาหุ้นปรับตัวลงเร็วถึง 10-20%
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากต่างประเทศอาจส่งผลเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น DELTA, HANA และ KCE รวมถึงบรรยากาศการลงทุนโดยรวม
ในระยะสั้น จึงแนะนำให้นักลงทุน "Wait & See" เพื่อรอดูสถานการณ์ความนิ่งของตลาดก่อนตัดสินใจเข้าลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี และมองว่าจังหวะการย่อตัวของตลาดเป็นโอกาสสะสมหุ้นกลุ่ม Value พื้นฐานแกร่งและจ่ายปันผลสูง เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC), ธนาคาร (BBL, KBANK, SCB), ค้าปลีก (CPALL) หรือหุ้นปลอดภัย (Defensive) อย่างกลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, BH, BCH)
ด้าน บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งลงตามภูมิภาค โดยแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีโลกที่เข้าสู่ภาวะปรับฐานจะสร้าง Sentiment ลบกดดันกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่าง DELTA, HANA และ KCE อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากความกังวลว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตจะนำไปสู่นโยบายควบคุมอุตสาหกรรม AI ที่เข้มงวด ทั้งข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานของ Data Center ตลอดจนความเป็นไปได้ในการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษี
อย่างไรก็ตาม ในภาพระยะสั้นมองว่า SET Index จะแกว่งตัวแบบ Sideways เนื่องจากชัยชนะเบ็ดเสร็จของพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสช่วยลดความไม่แน่นอนด้านความผันผวนของนโยบายทางการเมืองลงในอีกมุมหนึ่ง
กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำรูปแบบ "Selective Buy" โดยเน้นจังหวะ Buy on Dip โดยเฉพาะกลุ่ม FDI & Tech-Infra Play ที่ยังได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนภายในประเทศและเกณฑ์กำกับดูแล Data Center ของ ครม. ไทย อาทิ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (GULF, GPSC) ควบคู่กับหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3 เติบโตแข็งแกร่ง
ขณะที่ บล. เอเซีย พลัส เปิดเผยมุมมองผ่านบทวิเคราะห์ระบุว่า ปรากฏการณ์ Blue Sweep จากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน AI เนื่องจาก Data Center ในสหรัฐฯ มีการกระจุกตัวอยู่ใน 3 รัฐสำคัญ ได้แก่ เท็กซัส, จอร์เจีย และโอไฮโอ รวมกันถึง 924 แห่ง (คิดเป็น 20% ของทั้งประเทศ) และมีโครงการที่อยู่ระหว่างวางแผนอีก 368 โครงการ (คิดเป็น 23.7% ของทั้งสหรัฐฯ)
ซึ่งผู้ว่าการรัฐคนใหม่จากพรรคเดโมแครตมีนโยบายหาเสียงที่จะระงับการก่อสร้าง Data Center และยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีแก่นักพัฒนารายใหญ่ จึงกลายเป็นแรงกดดันฉุดดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ดิ่งลงอย่างหนัก
นอกจากนี้ ในเชิงสถิติพบว่าการที่ดัชนี Nasdaq ดิ่งลง -5.52% ในวันเดียว จัดเป็นความผันผวนระดับรุนแรงถึง -4.34 Sigma และในอดีตมักไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาแบบ V-Shape โดยใช้เวลาฟื้นตัวเฉลี่ยถึง 17.5 เดือน ทำให้ "การรีบเข้าไปรับมีดจึงมีความเสี่ยงสูง"
สำหรับตลาดหุ้นไทย ภาพการหมุนของเงินทุนเกิดขึ้นชัดเจน โดยเม็ดเงินไหลออกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าโภคภัณฑ์ ไปหลบภัยในกลุ่ม Defensive และหุ้นอิงการบริโภคในประเทศ จึงแนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แล้วหันมาจัดพอร์ตตั้งรับในหุ้นปลอดภัย เช่น กลุ่มโรงพยาบาล (BCH, BDMS) และโรงไฟฟ้า (BGRIM, GPSC) แทน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney