
ตลาดหุ้นจีนเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา หลังนักลงทุนเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต จนรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งออกมาตรการเพื่อพยุงตลาดและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ท่ามกลางตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวลงอย่างหนัก หลายคนอาจกำลังตั้งคำถามว่า นี่คือโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นจีนในราคาที่ถูกลง หรือยังเร็วเกินไปที่จะกลับเข้าไปลงทุน แล้วคนที่มีหุ้นจีนอยู่ในพอร์ตและกำลังขาดทุนอยู่ จะถือต่อรอให้ตลาดฟื้น หรือควรตัดใจขายเพื่อลดความเสี่ยง
Thairath Money พาไปเจาะมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาคำตอบว่าจากสถานการณ์ตลาดหุ้นจีนในเวลานี้ นักลงทุนแต่ละกลุ่มควรวางแผนรับมืออย่างไร และจังหวะไหนจึงเหมาะสมกับการลงทุน
ตลาดหุ้นจีนในปี 2569 เผชิญการปรับฐานอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่ถูกแรงขายกดดันอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านดัชนี SSE STAR 50 ซึ่งรวมหุ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมขนาดใหญ่ของตลาดเซี่ยงไฮ้ ที่ปรับตัวลงกว่า 25% ในช่วง 6 เดือน
ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง ณ วันที่ 3 พ.ย. 2569 เวลาประมาณ 09:30 น. ตามเวลาประเทศไทย พบว่าดัชนีหลักของตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงในหลายช่วงเวลา ดังนี้
Reuters รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลของจีนประกาศมาตรการหลายด้านเพื่อพยุงตลาดหุ้น หลังดัชนี CSI300 ร่วงลง 8.5% ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายเดือนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2559
โดยแรงกดดันมาจากเศรษฐกิจจีนที่ยังอ่อนแอ การบริโภคภายในประเทศซบเซา ปัญหาหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และแรงขายหุ้นเทคโนโลยีที่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ ธนาคารกลางจีน (PBOC) เตรียมดำเนินการ swap operations กับสถาบันการเงิน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องสำหรับการซื้อหุ้นได้มากกว่า 1 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจัดการกองทุน 31 แห่งยื่นขอเข้าร่วมวงเงินดังกล่าวแล้ว
นอกจากนี้ PBOC ยังปรับโครงการให้กู้ยืมเพื่อสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนและการซื้อหุ้นเพิ่ม จากเดิมที่เป็นมาตรการชั่วคราวให้กลายเป็นกลไกระยะยาว พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยของโครงการจาก 1.25% เหลือ 1% เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและจูงใจให้เกิดการซื้อหุ้นมากขึ้น
ด้านคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน (CSRC) เรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เร่งซื้อหุ้นคืนเพื่อช่วยพยุงราคาหุ้นและมูลค่าตลาด พร้อมสนับสนุนให้ ETF ที่จัดตั้งใหม่เร่งเข้าลงทุนในตลาด และกระตุ้นให้ผู้จัดการกองทุนเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง
นอกจากนี้ ทางการจีนยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายกฎการซื้อขายมาร์จิ้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด โดยมาตรการทั้งหมดสะท้อนความพยายามของรัฐบาลจีนในการประคองตลาดหุ้น ท่ามกลางแรงขายและความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศ
บดินทร์ พุทธอินทร์ AISA, CFP ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุมธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่าทิศทางตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 และ 4 สะท้อนความกังวลหลักของตลาดต่อความผิดหวังในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 จะขยายตัว 4.5% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่การบริโภคและการค้าปลีกกลับเติบโตในระดับต่ำมาก
ขณะที่รูปแบบการกระตุ้นของทางการจีนได้เปลี่ยนไป ไม่ได้เน้นอัดฉีดภาพใหญ่ครอบคลุมทุกกลุ่มเหมือนในอดีต แต่หันมาเจาะเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ซึ่งปัจจุบันเผชิญแรงขายทำกำไรทั่วโลก และเกิดสงครามราคาจึงฉุดให้หุ้นเทคโนโลยีจีนได้รับผลกระทบตามไปด้วย
นอกจากนี้ ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคืออุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแออย่างหนัก ควบคู่กับวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์เรื้อรังที่ยังไร้สัญญาณการฟื้นตัว ซึ่งกระทบต่อการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นจีนยังต้องพึ่งพาภาคการธนาคารและการบริโภคในประเทศเป็นหลัก
ทั้งนี้ บดินทร์ มองว่ามาตรการพยุงตลาดหุ้นที่ทางการจีนประกาศออกมา เป็นเพียงตัวช่วยระยะสั้นที่ช่วยประคองไม่ให้ตลาดดิ่งลึกไปกว่าเดิมเท่านั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นหรือผลักดันให้ตลาดฟื้นตัวในระยะยาวได้ เพราะท้ายที่สุดตลาดจะเติบโตได้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐาน โดยสิ่งที่ตลาดต้องจับตาอย่างแท้จริงมี 3 เรื่อง ได้แก่
สำหรับนักลงทุนไทย กลุ่มที่ยังไม่มีหุ้นจีนและเห็นดัชนีปรับลดลงมาแรง แนะนำว่า "ยังไม่ต้องรีบเข้าช้อนซื้อ" ในช่วง 1-3 เดือนนี้ตลาดยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน จึงควรรอให้เห็นการพักฐานสร้างฐานที่แน่นอนก่อนว่าตลาดจะไม่ไหลลงต่อ หรือเริ่มเห็นสัญญาณ Turnaround จึงค่อยทยอยสะสม เนื่องจากยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ต้องติดตาม
อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้ที่เน้นลงทุนระยะยาวและต้องการสะสม แนะนำให้แบ่งไม้เข้าซื้อเพียง 1 ใน 3 ของวงเงินที่ตั้งใจไว้ก่อน แล้วรอดูท่าทีของตลาด ทั้งนี้ หากจะเข้าลงทุน ควรเน้นการลงทุนแบบ Active ที่เน้นคัดหุ้นรายธีม โดยเฉพาะกลุ่ม New Economy ที่ได้รับแรงหนุนเชิงนโยบายมากกว่ากลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม
ส่วนกลุ่มนักลงทุนที่ติดดอยอยู่เดิม ให้พิจารณาจากระดับผลขาดทุนเป็นหลัก โดยผู้ที่มีผลขาดทุนไม่มาก (ประมาณ 5-10%) แนะนำให้หาจังหวะทยอยตัดขายขาดทุน ส่วนคนที่ติดดอยหนัก มองว่าโอกาสที่จะรอให้ราคากลับมาเท่าทุนอาจต้องใช้เวลานานมาก
ประกอบกับตลาดหุ้นพัฒนาแล้วทั่วโลกในปัจจุบันยังมีความผันผวนสูง การสลับการลงทุนไปยังตลาดอื่นทันทีจึงยังมีความเสี่ยง จึงแนะนำให้รอจังหวะที่ช่องว่างการขาดทุนแคบลงกว่านี้ แล้วค่อยทยอยคัทลอสออกมา
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney