
Meta เผยผลประกอบการ Q3/2026 รายได้ยังโตแกร่ง 26% ชี้แนวโน้มไตรมาสถัดไปจะทำเงินได้มากขึ้นอีก โดยมีธุรกิจโฆษณาและแอปฯ เป็นตัวทำรายได้หลัก ส่วนธุรกิจอื่นยังคงขาดทุนต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีแผนลงทุน AI ต่อเนื่อง จนการทุ่มเงินในส่วนดังกล่าวเริ่มกดดันกระแสเงินสดและกำไร
Meta Platforms บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม 2026) ระบุว่า บริษัทมีรายได้เติบโตแข็งแกร่ง 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมชี้แนวโน้มรายได้ไตรมาส 4 ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทำหุ้น Meta พุ่งขึ้น 2.5% ในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ
อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังบริษัทมีการบันทึกค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ไปกับการยุติคดีความผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา
พร้อมกันนี้ Meta ยังคงเดินหน้าลงทุนด้าน AI อย่างเข้มข้น ทั้งการพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่และเครื่องมือผู้ช่วยส่วนบุคคล นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีการประกาศแผนออกหุ้นสามัญประเภท Class C ที่ไม่มีสิทธิออกเสียงเพิ่ม เพื่อระดมทุน หาเงินมาจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน และรองรับการซื้อกิจการในอนาคต
Meta รายงานรายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ 64,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26% จาก 51,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 63,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 9,860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) 3.83 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับกำไรสุทธิ 2,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นในปีก่อน
แม้รายได้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ค่าใช้จ่ายรวมกลับเพิ่มขึ้นมากถึง 68% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 51,610 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง 37% เหลือ 12,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับประมาณ 20,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 20% จาก 40%
อย่างไรก็ตาม หากไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความที่บริษัทต้องดำเนินการไกล่เกลี่ย กำไรต่อหุ้นของ Meta จะอยู่ที่ประมาณ 7.40 ดอลลาร์สหรัฐ
แม้ต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายจากคดีความและการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ธุรกิจโฆษณาซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ Meta ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง
รายได้จากโฆษณาในไตรมาส 3 อยู่ที่ 63,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดงเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่ราคาเฉลี่ยต่อโฆษณาเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งหมายความว่า ทั้งปริมาณการแสดงโฆษณาที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการสร้างรายได้ต่อโฆษณาที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้งานรายวันเฉลี่ยทั่วทั้งกลุ่มแอปฯ ของ Meta หรือ Daily Active People (DAP) อยู่ที่ 3,640 ล้านคนในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลายเป็นตัวยืนยันว่า แพลตฟอร์มหลักของบริษัทยังคงเข้าถึงผู้ใช้งานจำนวนมาก ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดธุรกิจโฆษณาและบริการ AI ในอนาคต
สำหรับ ธุรกิจ Family of Apps ที่ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลักของบริษัท อย่าง Facebook และ Instagram สร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ 17,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำบทบาทของธุรกิจแอปฯ และโฆษณาในฐานะแหล่งกำไรสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจใหม่ของ Meta
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Reality Labs หน่วยที่ดูแลเทคโนโลยีเสมือนจริงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ยังคงมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน โดยในไตรมาสนี้ Reality Labs ขาดทุนจากการดำเนินงานที่ 4,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 4,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้เพียง 443 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประเด็นสำคัญในงบไตรมาส 3 ของ Meta คือ การลงทุนจำนวนมหาศาลในด้าน AI โดยรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure หรือ CapEx) อยู่ที่ 34,910 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้บริษัทจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 32,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อหักรายจ่ายลงทุนและรายการที่เกี่ยวข้องแล้ว กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) กลับติดลบ 2,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากข้อมูล ณ สิ้นเดือนกันยายน Meta มีเงินสดและหลักทรัพย์ที่ซื้อขายได้รวม 82,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หนี้ระยะยาวอยู่ที่ประมาณ 80,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนจำนวนพนักงานอยู่ที่ 66,775 คน ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
Meta ยังคงใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อรองรับการขยายโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของบริษัทในระยะยาว
Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta กล่าวในแถลงการณ์ผลประกอบการว่า บริษัทบรรลุหลักชัยสำคัญหลายประการในการเดินหน้าสู่การพัฒนา Personal Superintelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลสำหรับทุกคน
หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญคือการเปิดตัว Muse และ Muse Wonder ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นแรกของ Meta
ความสำเร็จในช่วงแรกของ Muse ที่เป็นเครื่องมือผู้ช่วย AI ส่วนบุคคลที่เปิดตัวมาในเดือนกันยายนนั้น ยังช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยหุ้น Meta มีผลงานรายเดือนดีที่สุดในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทนับตั้งแต่ปี 2022 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา
แม้ Meta จะไม่ใช่บริษัทแรกที่พัฒนาผู้ช่วย AI ที่สามารถทำงานรูทีนหลายอย่างแทนได้ แต่การมีแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อย่าง Facebook และ Instagram ช่วยให้บริษัทสามารถนำเทคโนโลยี AI Agent เข้าไปสู่ผู้ใช้งานในวงกว้างได้
ขณะเดียวกัน Alexandr Wang หัวหน้าฝ่าย AI ของบริษัท ยังคงเร่งเปิดตัวโมเดล AI พื้นฐาน (Foundation Models) และอัปเดตความสามารถใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีโมเดลล่าสุด อย่าง Muse Wonder เปิดตัวออกมาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของ Meta เพิ่มขึ้นอย่างมาก คือ การตั้งเงินสำรองค่าใช้จ่ายจำนวน 9,890 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในข้อตกลงกับอัยการสูงสุดใน 52 รัฐของสหรัฐฯ เพื่อยุติคดีผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น
ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าการชำระเงินสูงสุดประมาณ 18,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากรวมภาระการชำระเงินตามเงื่อนไขของข้อตกลงทั้งหมด
แต่หากไม่นับรวมค่าใช้จ่ายก้อนนี้ กำไรจากการดำเนินงานของ Meta จะอยู่ที่ประมาณ 22,880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราภาษีที่แท้จริงจะลดลงเหลือ 17% จาก 24% ตามตัวเลขที่บริษัทเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม คดีความผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเยาวชนยังไม่สิ้นสุดลงทั้งหมด โดยผู้บริหารเตือนว่าในช่วงหลายเดือนข้างหน้ายังมีคดีที่เกี่ยวข้องและเตรียมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสหรัฐฯ อีกหลายคดี ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อบริษัทต่อไป
สำหรับไตรมาส 4 ทาง Meta มีการคาดการณ์รายได้ไว้ที่ 73,000-76,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยค่ากึ่งกลางของช่วงประมาณการอยู่ที่ 74,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่ 73,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนแนวโน้มตลอดปี 2026 ทาง Meta ปรับกรอบประมาณการค่าใช้จ่ายรวมขึ้นมาอยู่ที่ 175,000-179,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความ ขณะที่คาดการณ์รายจ่ายลงทุนตลอดปีไว้ที่ 135,000-145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปรับกรอบประมาณการให้แคบลงจากเดิมที่ 130,000-145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับ Reality Labs บริษัทคาดว่าจะขาดทุนตลอดปี 2026 อยู่ที่ 18,000-19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะลดลงเหลือประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027
แม้ผู้บริหารฝ่ายการเงินของ Meta จะยังไม่เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์รายได้สำหรับปี 2027 แต่บริษัทระบุว่า มีคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตของรายได้โดยรวมอย่างแข็งแกร่งตลอดทั้งปี และจะยังคง “ลงทุนอย่างเข้มข้น” ทั้งในธุรกิจหลักและโครงการด้าน AI
ทิศทางดังกล่าว Meta มองว่า คือการเดินหน้าสร้างขีดความสามารถด้าน AI ควบคู่ไปกับการรักษาการเติบโตของธุรกิจโฆษณา แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ยังไม่หมดไป
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney