
หุ้นไทย Q3/69 ร่วงเกือบ 100 จุดจากจุดสูงสุดปีนี้ แม้แรงกดดันรุมเร้า แต่โบรกฯ ชี้กำไร บจ.ยังโต พร้อมมองข้ามช็อตปีหน้า SET มีลุ้นแตะ 1,700 จุด
ผ่านมาแล้ว 3 ไตรมาสของปี 2569 นับว่าปีนี้หุ้นไทยกลับมาเป็นดาวเด่นอีกครั้ง SET Index บวกสะสมราว 24% จากต้นปี และเคยทะยานถึง 1,652.97 จุดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมซึ่งเป็นจุดสูงสุดของปี
แต่ผ่านมาไม่กี่เดือน ดัชนีลดลงกลับมายืนที่ 1,559.01 จุด ณ ราคาปิดวันที่ 30 กันยายน 2569 ต่ำกว่ายอดดอย 93.96 จุด คนที่เข้าซื้อใกล้จุดสูงสุดจึงเริ่มรู้สึกถึงลมหนาวบนยอดดอย
ยิ่งช่วงนี้มีปัจจัยลบรุมเร้าทั้งบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ขึ้นมาแตะ 5% เฟดมีแนวโน้มกลับมาขึ้นดอกเบี้ย น้ำมันที่ยังแพง น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกต่อเนื่อง ทำให้ต้องจับตากันต่อว่าจากนี้หุ้นไทยจะพักฐานต่อหรือมีโอกาสฟื้นกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง
วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา, IAA ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า ต้นตอหลักของปัญหาทั้งหมดในปัจจุบันคือ "ราคาน้ำมัน" ซึ่งส่งผลกระทบไปยังตลาดการเงิน ทั้งบอนด์ยีลด์และดอกเบี้ยทรงตัวสูง
เพราะเมื่อราคาน้ำมันแพงจะกดดันให้เงินเฟ้อชะลอตัวยาก ส่งผลให้ US Bond Yield ทรงตัวในระดับสูงเกิน 5% และดอกเบี้ยนโยบายลงยาก ทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นได้ลำบาก
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ทำให้เสี่ยงขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง และเอื้อให้เงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หลังเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (พ.ย. - ธ.ค.) เป็นช่วงที่ต้องจับตาว่าสถานการณ์สงครามจะผ่อนคลายลงจนเริ่มเห็นสัญญาณการเจรจาหรือไม่ ซึ่งหากสถานการณ์ดีขึ้น จะช่วยกดดันให้ราคาน้ำมันค่อยๆ ปรับตัวลงในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า
และหากราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงมาต่ำกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตลาดจะเริ่มรับรู้ปัจจัยบวก และหากลงไปแตะระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ จะช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield ค่าเงินบาทจะเริ่มแข็งค่าขึ้น และดึงดูด Fund Flow ให้ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย
วีระวัฒน์ ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2569 จะยังเป็นลักษณะ "แกว่งออกข้างหรือซึมตัว" อยู่ในกรอบประมาณ 1,500 กลางๆ ถึง 1,600 จุด โดยคาดว่าดัชนีจะยังไม่ไปไหนได้ไกลอย่างน้อยจนกว่าจะผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
และหากมองข้ามช็อตไปข้างหน้าปัจจุบันยังคงประเมินเป้าหมาย SET Index ในช่วงกลางปี 2570 ไว้ที่ระดับเดิม 1,710 จุด
ในแง่ของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในปี 2569 คาดการณ์ EPS รวมของตลาดจะอยู่ที่ 108 บาทต่อหุ้น เติบโตแรงกว่า 24% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนโดดเด่นจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
อย่างไรก็ตาม คาดว่า EPS ตลาดจะชะลอลงมาเหลือ 104 บาท/หุ้น จากการหดตัวของกำไรกลุ่ม Commodity และพลังงาน ซึ่งแม้หุ้นกลุ่มอื่นจะยังเติบโตได้ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการลดลงของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ได้ทั้งหมด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ ดังนี้
1.ระยะสั้น ในภาวะที่ราคาน้ำมันและดอกเบี้ยยังทรงตัวสูง แนะนำเน้นพักเงินและเลือกลงทุนในกลุ่มที่ทนทานต่อปัจจัยลบ เช่น หุ้นกลุ่มพลังงานและโภคภัณฑ์ที่ยังได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันทรงตัวสูง
และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่แข็งแกร่งในภาวะดอกเบี้ยสูง แม้อาจมีแรงขายทำกำไรบ้าง แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามและระวังคือ ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง
2.ระยะกลาง-ยาว มองข้ามช็อตปี 2570 สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสสะสมหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนเมื่อปัจจัยลบเริ่มคลี่คลาย แนะนำเน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์ขาลง ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มไฟแนนซ์ และกองทุน REIT รวมถึงกลุ่มสินค้าเกษตร ยางพารา และเนื้อสัตว์ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากธีมเอลนีโญ
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney