น้ำท่วมกรุงเทพ 2569 กดดันหุ้นไทยแค่ไหน? ย้อนสถิติ 3 วิกฤตเมืองจมน้ำฉุด SET Index ร่วงแรง

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

น้ำท่วมกรุงเทพ 2569 กดดันหุ้นไทยแค่ไหน? ย้อนสถิติ 3 วิกฤตเมืองจมน้ำฉุด SET Index ร่วงแรง

Date Time: 28 ก.ย. 2569 11:56 น.

Video

อธิบาย Stablecoin แบบเข้าใจง่าย จะเปลี่ยนโลกยังไง ทำไมถึงสำคัญ? | Digital Frontiers EP.76

“Summary“

น้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เสี่ยงกดดันเศรษฐกิจและ SET Index นักวิเคราะห์ประเมินเสียหายเบื้องต้น 3-4 หมื่นล้านบาท เปิดสถิติ 3 น้ำท่วมใหญ่ พร้อมชี้เป้าหุ้นรับมือ

Latest


สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ของประเทศไทยในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นไทย ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังมีความผันผวนจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ

โดยตลาดหุ้นไทยเปิดทำการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (28 ก.ย.69) ดัชนี SET Index ณ เวลา 11.30 น. อยู่ที่ 1,596.85 จุด ลดลง -10.78 จุด หรือ -0.67% แม้ครั้งนี้จะยังไม่ใช่ระดับ “มหาอุทกภัย” แบบปี 2554 แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

ขณะที่นักวิเคราะห์ฯ ประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไว้ที่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท Thairath Money พาเจาะลึกมุมมอง พร้อมกลยุทธ์รับมือสำหรับนักลงทุน

น้ำท่วมกรุงเทพฯ เสี่ยงลาก GDP สะเทือน

ช่วงวันที่ 25-27 กันยายนที่ผ่านมา กรุงเทพฯ และปริมณฑลเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่อง จนเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ กระทบการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่พื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณริมคลองได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

สถานการณ์ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นจากปริมาณฝนที่ลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกซ้ำและใช้เวลาในการระบายน้ำ โดยภาครัฐประกาศให้กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษวันที่ 28-29 กันยายน เพื่อช่วยลดการเดินทางและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลลบต่อ SET Index ในระยะสั้นผ่าน Sentiment ต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่คาดว่าผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมยังไม่มากนัก

ด้านฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วน GDP ราว 1 ใน 3 ของประเทศ ทำให้หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทรัพย์สิน แต่สามารถลุกลามไปสู่กิจกรรมค้าปลีก การเดินทาง ร้านอาหาร ภาคบริการ และประสิทธิภาพการทำงานได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 ภาพของปี 2569 ยังมีขนาดความเสียหายที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2554 มีความเสียหายสูงถึงประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท

เปิดสถิติ 3 วิกฤติ ย้อนรอยน้ำท่วมใหญ่ SET ร่วงทุกรอบ

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ชี้ให้เห็นว่าหากย้อนกลับไปดูน้ำท่วมใหญ่ของไทยในอดีต ได้แก่ ปี 2526, 2538 และ 2554 จะพบจุดร่วมสำคัญคือ SET Index ถูกกดดันทุกครั้งในช่วงที่ความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลในอดีตระบุว่า

  • ปี 2526 SET Index ปรับตัวลดลงสะสมประมาณ 9.4% ในช่วง 5 เดือน
  • ปี 2538 SET Index ปรับตัวลดลงสะสมประมาณ 14.2% ในช่วง 5 เดือน
  • ปี 2554 SET Index ปรับตัวลดลงแรงถึงประมาณ 19.2% ในช่วง 2 เดือน ก่อนสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ รุนแรงขึ้น

บทเรียนสำคัญคือ ตลาดหุ้นไม่ได้จำเป็นต้องรอให้เห็นตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจนก่อนจึงจะปรับตัวลง แต่ตลาดสามารถสะท้อนความกังวลล่วงหน้าผ่านการเพิ่ม Risk Premium ได้

และนี่คือเหตุผลที่คำว่า “น้ำท่วม” อาจไม่ได้หมายถึงเพียงผลกระทบต่อกำไรของบริษัท แต่ยังหมายถึง ความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นและ Valuation ของตลาดในระยะสั้นด้วย

เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือน้ำท่วม

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “น้ำท่วมกระทบตลาด” ไม่ได้แปลว่า “ทุกหุ้นจะได้รับผลกระทบเหมือนกัน”

บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินผลกระทบของน้ำท่วมต่อหุ้นแต่ละกลุ่มเอาไว้แตกต่างกัน โดยมองว่าผลกระทบต่อ SET ในระยะสั้นจะมาจาก Sentiment เชิงลบ ขณะที่ผลกระทบต่อผลประกอบการยังอยู่ในวงจำกัด ซึ่งกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่

  • HMPRO, GLOBAL, DOHOME ระยะสั้น Traffic ลด แต่มีโอกาสฟื้นหลังน้ำลดจากความต้องการซ่อมแซมบ้านและเปลี่ยนสินค้าที่เสียหาย
  • NEO, TFMAMA, TASCO มีโอกาสได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าทดแทน การกักตุนสินค้า และการซ่อมแซมถนนหลังน้ำลด
  • BEM, BTS, ERW, CENTEL, AAV, AOT, OR และ PTG อาจได้รับผลกระทบเชิงลบระยะสั้นจากการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
  • TIPH, TVH, MTI, BKI และ AYUD มีแรงกดดันจากภาระค่าสินไหมที่อาจเพิ่มขึ้น
  • CPALL, CPAXT และ BJC ผลกระทบค่อนข้างผสม โดย Traffic บางสาขาลดลง แต่ได้แรงหนุนจากการซื้อสินค้าจำเป็นและการกักตุนสินค้า

ขณะที่มุมมองของ บล.เอเซีย พลัส แบ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วมตาม “ช่วงเวลาที่ได้รับประโยชน์” ซึ่งน่าสนใจ เพราะสะท้อนว่าโอกาสลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด

  • ช่วงระหว่างน้ำท่วม กลุ่มค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง CPALL, CPAXT และ BJC มีโอกาสเห็นความต้องการสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BDMS และ BCH อาจได้รับประโยชน์จากความต้องการรักษาพยาบาลและโรคที่มากับน้ำท่วม
  • ช่วงหลังน้ำลดและเข้าสู่การฟื้นฟู มองไปยังกลุ่ม HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TASCO และ DCC จากความต้องการวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซม และการปรับปรุงที่อยู่อาศัย

สะท้อนว่ากลยุทธ์รับมือสถานการณ์น้ำท่วมอาจไม่ได้อยู่ที่การมองตลาดแบบ “ซื้อหรือขายทั้งกระดาน” แต่เป็นการพิจารณาว่าบริษัทไหนได้รับผลกระทบโดยตรง บริษัทไหนได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมผู้บริโภค และบริษัทไหนอาจได้ประโยชน์เมื่อเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู

นอกจากนี้ ข้อมูลในอดีตชี้ว่าเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ กลุ่มหุ้นที่ทนกว่าตลาด ได้แก่ Commerce, Healthcare, ICT, Food และ Bank ขณะที่ Tourism, Agriculture, Electronic/Steel และ Petrochemical เป็นกลุ่มที่ถูกกดดันมากกว่า


ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามจากนี้จึงมี 2 เรื่องควบคู่กัน คือ “น้ำลดเร็วแค่ไหน” และ “กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วแค่ไหน” เพราะหากน้ำลดและการเดินทาง การค้า และการให้บริการกลับมาได้เร็ว ผลกระทบต่อกำไรบริษัทอาจจำกัด แต่หากเกิดฝนตกซ้ำหรือน้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและ SET Index ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น

ท้ายที่สุด แม้ประวัติศาสตร์จะบอกว่า SET เคยถูกกดดันทุกครั้งในช่วงน้ำท่วมใหญ่ แต่ “ขนาดของน้ำท่วม” และ “ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ” ในแต่ละรอบไม่เหมือนกัน

จึงต้องแยกให้ออกระหว่างแรงกดดันด้าน Sentiment ระยะสั้น กับผลกระทบต่อพื้นฐานบริษัทในระยะถัดไป ซึ่งสองเรื่องนี้อาจไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป…


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ