ส่องงบการเงิน “11 ธนาคารไทย” ครึ่งแรกปี 2569 กสิกรไทยทำกำไรสุทธิสูงสุด!

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ส่องงบการเงิน “11 ธนาคารไทย” ครึ่งแรกปี 2569 กสิกรไทยทำกำไรสุทธิสูงสุด!

Date Time: 22 ก.ค. 2569 16:02 น.

Video

เจาะลึก IPO SpaceX และการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ หุ้นเทคสหรัฐฯ | Money Issue EP.64

Summary

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) มีกำไรสุทธิสูงสุดที่ 27,915 ล้านบาท เติบโต 6.22% ตามด้วยธนาคารกรุงไทย (KTB) และ SCB

  • ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) สร้างผลงานโดดเด่นด้วยกำไรสุทธิเติบโตสูงสุดถึง 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ธนาคารส่วนใหญ่เผชิญภาวะ NIM ลดลงจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ยกเว้นบางแห่ง เช่น BAY, KKP และ TISCO ที่ยังคงรักษาอัตรากำไรได้
  • ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มีมูลค่าหนี้เสีย (NPL) สูงสุดในระบบที่ 105,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.19% จากสิ้นปี 2568
  • ธนาคารเกียรตินาคินภัทรประสบความสำเร็จในการลดหนี้เสียได้มากที่สุดถึง 15.95% จากการตัดหนี้สูญกลุ่ม Micro SMEs

Latest


เพิ่งประกาศกันไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยมีทั้งแบงก์ที่กำไรเติบโตมากกว่า 50% และบางกลุ่มที่กลับติดลบ 2 หลัก วันนี้ Thairath Money ชวนมาเจาะลึกงบการเงินของทั้ง 11 ธนาคารว่ามีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจบ้าง

แบงก์ไหนมีกำไรสุทธิโดดเด่น

เริ่มกันด้วย “กำไรสุทธิ” ช่วงครึ่งแรกปี 2569 (ม.ค. - มิ.ย.) มี 3 ธนาคารไทยที่มีกำไรสูงสุด ได้แก่

อันดับ 1 ธนาคารกสิกรไทย (KBank) มีกำไรสุทธิ 27,915 ล้านบาท เติบโต 6.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยที่มีสัดส่วนใหญ่จะปรับลดลง 9.55% ตามอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้นถึง 29.81% มาจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth), รายได้จากการประกันภัย และรายได้อื่นๆ ยังเพิ่มขึ้น

อันดับ 2 ธนาคารกรุงไทย (KTB) มีกำไรสุทธิ 24,562 ล้านบาท เติบโต 7.60%YoY แม้จะเจอศึกหนักจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง 14.7% แต่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตต่อเนื่องทั้งจากธุรกิจ Wealth, ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน, การรับรู้รายได้บางส่วนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุนในกลุ่ม Transportation รวมถึงรายได้จากหนี้สูญรับคืนจาก Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ

อันดับ 3 บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ที่เป็นยานแม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ และธุรกิจการเงินอื่นๆ โดยประกาศกำไรสุทธิที่ 21,312 ล้านบาท ลดลง 15.70%YoY สาเหตุเหมือนแบงก์ส่วนใหญ่คือรายได้ดอกเบี้ยลดลง 12.0% รวมถึงกำไรจากการลงทุนยังปรับลดลงถึง 36.8%

นอกจาก SCB แล้วยังมีธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่งวดครึ่งแรกปี 2569 กำไรสุทธิอยู่ที่ 20,492 ล้านบาท แต่ติดลบ 16.20%YoY แน่นอนว่าสาเหตุคือรายได้ดอกเบี้ยที่หดตัวแรง

ส่วนถ้าถามว่าธนาคารไหนกำไรสุทธิมีอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 นี้ ได้แก่  1) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) มีกำไรสุทธิ 4,078 ล้านบาท เติบโต 65.0%YoY 2) ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) มีกำไรสุทธิ 1,488.5 ล้านบาท เติบโต 47.0%YoY และ 3) บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG ที่มี LH Bank อยู่ในเครือมีกำไรสุทธิ 1,538.6 ล้านบาท เติบโต 37.3%YoY


NIM หัวใจสำคัญของรายได้ดอกเบี้ย

เมื่อรายได้หลักของธนาคารยังมาจากดอกเบี้ย พอเจอทิศทางดอกเบี้ยขาลงในช่วงที่ผ่านมา ย่อมส่งผลกระทบให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ปรับตัวลดลง คราวนี้มาดูกันว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2569 NIM ของแต่ละธนาคารเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร (เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นเดือน มิ.ย. 2568)

ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ทั้งขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก มี NIM ลดลง เช่น KBank ลงมาสู่ระดับ 2.91% (เดิม 3.36%), SCB มาสู่ 3.05% (เดิม 3.59%), BBL มาสู่ 2.46% (เดิม 2.85%), ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) เหลือ 3.02% (เดิม 3.13%), ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) เหลือ 7.10% (เดิม 7.80%) เป็นต้น

กลุ่มที่ NIM ยังเพิ่มขึ้น ได้แก่ 1) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.60% จากช่วง มิ.ย. 2568 อยู่ที่ระดับ 4.14%, 2) KKP เพิ่มเป็น 4.60% จากเดิม 4.50% และ 3) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ที่มีธนาคารทิสโก้ เพิ่มเป็น 4.98% จากก่อนหน้าที่อยู่ 4.75%

ส่องหนี้เสีย (NPL) ใครแบกหนัก…

ธุรกิจธนาคารเน้นสร้างรายได้จากสินเชื่อ ดังนั้นปริมาณหนี้เสีย (NPL) อาจสะท้อนถึงประสิทธิภาพของธนาคารในหลายด้าน ซึ่งช่วงครึ่งแรกปี 2569 นี้ แบงก์ไหนยังมีหนี้เสียสูงสุด และเพิ่มขึ้นมาแค่ไหนจากสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา

อันดับที่ 1 ธนาคารกรุงเทพ มี NPL จำนวน 105,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.19% โดยมี NPL ratio ที่ 3.30%

อันดับที่ 2 ธนาคารกรุงไทย มี NPL จำนวน 93,706 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.86% โดยมี NPL ratio ที่ 2.92%

อันดับที่ 3 SCB มี NPL จำนวน 91,934 ล้านบาท ลดลง 4.40% โดยมี NPL ratio ที่ 3.17%

ส่วนแบงก์ที่มีจำนวนหนี้เสียปรับลดลงมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกปี 2569 นี้ คือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หนี้เสียอยู่ที่ 12,720 ล้านบาท ลดลง 15.95%YTD มาจากช่วงไตรมาส 2/2569 ธนาคารได้พิจารณาตัดหนี้สูญส่วนสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs ที่คงค้างอยู่เป็นระยะเวลานานออกไป

ถัดมาคือ TISCO ที่มีหนี้เสียเหลือ 4,994 ล้านบาท ลดลง 7.03%YTD ตามด้วยธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มี NPL อยู่ราว 68,552 ล้านบาท ลดลง 7.00%YTD

ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ในไทยต่างระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ โดยเน้นให้สินเชื่อในกลุ่มที่มีคุณภาพ จึงอาจทำให้สถานการณ์หนี้เสียในไทยดูเหมือนจะดีขึ้น แต่หลังจากนี้ยังต้องติดตามกันว่าแนวโน้มดอกเบี้ยจะไปทางไหน รวมถึงแบงก์จะรับมือกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงนี้อย่างไร



อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ