
ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาอาจเผชิญกับความท้าทาย และความผันผวนมากมาย จนนักลงทุนหลายคนเกิดคำถามในใจว่า "เมื่อไหร่จะถึงคราวการเติบโตของหุ้นไทยเสียที?"
งาน SET in the City 2026 บนเวทีสัมมนาโดยสมาคมนักลงทุนประเทศไทย ได้รวบรวม 4 กูรูและเซียนหุ้นระดับแนวหน้า มาฉายภาพทิศทางการลงทุนที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาวของประเทศไทย
โดยมีเสียงสะท้อนที่สอดคล้องกันว่า ปีนี้อาจเป็น "ปีทอง" ของการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆของไทย ด้วยอานิสงส์จากเมกะเทรนด์ “AI Super Cycle”
ประเทศไทยได้รับประโยชน์โดยตรงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อให้เกิดเทรนด์ China Plus One ส่งผลเกิดการโยกย้ายฐานการลงทุนอย่าง Data Center ไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงไทย
และรัฐบาลไทยได้ประกาศ “นโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ" ที่ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถออกแบบชิปเองได้ภายในปี 2593 และคาดว่า นโยบายนี้จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท และผลักดันให้เกิดการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมนี้อีกกว่า 2 แสนคน
บุญชู จูระมงคล กรรมการและเหรัญญิก สมาคมนักลงทุนประเทศไทย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างพื้นฐานของไทยสามารถตอบโจทย์การตั้ง Data Center ได้ ทั้งกระแสไฟฟ้าที่เสถียร ทรัพยากรน้ำ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 5G ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ การย้ายฐาน AI มายังประเทศไทยจึงถือเป็นจุดบังคับที่โลกหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยจำแนก 3 กลุ่มธุรกิจไทยที่จะรับประโยชน์จาก Data Center ได้แก่
สุธน สิงหสิทธางกูร กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนต่างประเทศ สมาคมนักลงทุนประเทศไทย ได้บรรยายเจาะลึกมุมมองการลงทุน โดยเน้นไปที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นิคมอุตสาหกรรม และกลยุทธ์การลงทุนในยุค AI
โดยฉายภาพให้เห็นว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เศรษฐีไทยส่วนใหญ่รวยจากการสะสมที่ดิน แต่ปัจจุบันการเข้าไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัย (Residential) กลับมีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ตามในช่วงวิกฤติมักมีโอกาสให้บางกลุ่มธุรกิจยังสามารถเติบโตต่อได้ อาทิ โรงแรมที่ยังมีอัตราการเข้าพักไม่เต็ม (Low Occupancy) แต่สามารถนำมาบริหารจัดการใหม่ได้, อสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต โดยเฉพาะบ้านพักตากอากาศที่ได้อานิสงส์จากชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อเพื่อหนีภัยสงคราม หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพสูง
ในด้านโอกาสของนิคมอุตสาหกรรม จากเทรนด์ Data Center สุธนกล่าวว่า ไม่ใช่ทุกนิคมอุตสาหกรรมจะขายที่ดินได้ เพราะบริษัทระดับโลกที่จะมาตั้ง Data Center ไม่ได้ต้องการแค่ที่ดินเปล่า แต่ต้องการพื้นที่ที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน BOI ไว้เรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความพร้อมด้านน้ำและไฟอย่างเต็มที่
ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญคือ ต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยแนะนำให้มองหาหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมบางตัวที่แม้ราคาจะตกลงมา แต่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 10-12% ต่อปี เนื่องจากเงินปันผลระดับนี้จะเป็นเบาะรองรับความเสี่ยงชั้นดี
ทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย บรรยายถึง นำเสนอมุมมองการลงทุนโดยเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว (Tourism), การแพทย์ (Medical), และการดูแลสุขภาพ (Wellness) ซึ่งเขามองว่าฟันเฟืองหลักของประเทศไทย ที่จะยังคงเติบโตท่ามกลางกระแสเทคโนโลยี ด้วยเหตุที่ว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์มักใช้ความมั่งคั่งซื้อชีวิตที่ดีขึ้น
ยุคสร้างทางรถไฟ ทำให้เกิดการจัดทัวร์ท่องเที่ยวครั้งแรกของโลก
ยุคไฟฟ้า ทำให้คนทำงานได้นานขึ้น มีเงินเหลือ และเริ่มมองหาสปาหรือการแช่น้ำแร่เพื่อผ่อนคลายความเครียด
ยุคอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดโซเชียลมีเดีย ผู้คนเห็นไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของกันและกัน เกิดการเดินทางมหาศาล
ดังนั้น ใน ยุค AI เทคโนโลยีจะยิ่งทำให้คนทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในด้านการดูแลสุขภาพกายและจิตใจ (Wellness) ทิวา กล่าวว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ย่อมมาพร้อมกับความเครียดที่สะสมเพิ่มขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การแสวงหาสถานที่พักผ่อนที่สามารถฟื้นฟูร่างกายจิตใจได้อย่างประเทศไทย จึงกลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ในช่วงสุดท้าย กวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์พาย จำกัด (มหาชน) ได้เสริมข้อมูลว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยสูงในระดับ 10% ซึ่งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในภูมิภาค และยังคงมีความน่าสนใจในการเลือกลงทุนรายกลุ่ม
สัจธรรมของ "คลื่นเทคโนโลยี"
กวีเปรียบเทียบเทรนด์ AI กับหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีที่ผ่านมาว่า ในทุกๆ เทคโนโลยีจะมีช่วงที่ตื่นตัวสุดขีดจนเกิดฟองสบู่และมีบริษัทที่ต้องเจ๊งไป แต่สิ่งสำคัญคือ เทคโนโลยีจะยังคงอยู่กับเรา หมายความว่า ฟองสบู่ราคาหุ้นอาจจะแตก แต่เทคโนโลยี AI จะกลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกอย่างแน่นอน นักลงทุนจึงต้องจับตาดูจังหวะให้ดีและระมัดระวังในการลงทุนบนพื้นฐานเป้าหมายของแต่ละบุคคล
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney