Thairath OnlineThairath PlusThairath SportThairath TVMIRROR
InvestmentPersonal FinanceEconomicsBusiness & MarketingTech & InnovationSustainabilityExperts PoolVideosPR News
13 โบรกเกอร์ มองอนาคต ADVANC สดใส กำไรโตแรง คุมต้นทุนได้ การแข่งขันต่ำ

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

Author

กองบรรณาธิการ

Tag

13 โบรกเกอร์ มองอนาคต ADVANC สดใส กำไรโตแรง คุมต้นทุนได้ การแข่งขันต่ำ

Date Time: 2 มี.ค. 2566 17:20 น.

Video

ทำไม "บ้านหรู" ขายดี ? เมื่อปัญหาเศรษฐกิจไม่ ได้กระทบ "คนรวย" | Thairath Money Talk

Summary

  • 13 บริษัทหลักทรัพย์กำลังมีมุมองที่ดีกับหุ้น ADVANC หลังจากคาดการณ์ผลประกอบการในปี 66 จะมีแนวโน้มเติบโตได้จากปีก่อน จากรายได้มีการฟื้นตัวและมีการบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

Latest


แม้ว่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้จะหนีไม่พ้น “TRUEE” ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการควบรวมธุรกิจระหว่าง บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และเริ่มทำการซื้อขายวันแรกในวันที่ 3 มี.ค.66

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีหุ้นอีกตัวหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักวิเคราะห์ และบริษัทหลักทรัพย์ไม่แพ้กัน นั่นคือหุ้นของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC ผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม โดยรวมถึงธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และธุรกิจดิจิทัล เซอร์วิส หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ เอ ไอ เอส (AIS)
ปัจจุบันพบว่ามีบริษัทหลักทรัพย์ถึง 13 แห่ง ให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น ADVANC โดยให้ราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 257 บาทต่อหุ้น และต่ำสุดที่ 233.85 บาทต่อหุ้น จากการคาดการณ์ผลประกอบการในปี 66 จะมีแนวโน้มเติบโตได้จากปีก่อน จากรายได้มีการฟื้นตัวและมีการบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น

นายศุภชัย วัฒนวิเทศกุล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้น soft ลงมาหลังจากมีการเก็งกำไรเรื่องการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน เนื่องจากบริษัทมีการขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายเงินปันผลไปแล้ว แต่มองว่าราคาหุ้นปัจจุบันเริ่มมีการสร้างฐาน และอยู่ในระดับราคาที่เข้าซื้อได้สำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว ส่วนการเก็งกำไรของนักลงทุนระยะสั้นอาจต้องติดตามปัจจัยด้านผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) มาประกอบในการพิจารณาการเข้าซื้อ

“พรุ่งนี้ทรูจะมีการกลับเข้ามาซื้อขายเป็นวันแรก ซึ่งจะเทรดในชื่อ TRUEE เป็นบริษัทที่รวมกันระหว่างทรูและดีแทค ซึ่งหากมีการเก็งกำไรกัน ADVANC ก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นตามด้วยเช่นกัน เนื่องจากหุ้นทั้งสองตัวนี้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน” นายศุภชัย กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานในช่วง 3 ปีจากนี้ ADVANC ต้องการปรับตัวไปเป็น Cognitive Tech- Co ซึ่งหมายถึงการให้บริการ Digital Service เฉพาะในส่วนที่ ADVANC มีความชำนาญและมีศักยภาพเหนือกว่าคู่แข่ง ผ่านการพัฒนาโครงข่ายและระบบการทำงานด้าน IT ให้ฉลาดขึ้น การปรับเอา AI มาให้บริการเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น รวมถึงการสร้างตลาดที่ต่อยอดจากบริการ 5G โดยเฉพาะในตลาดลูกค้าองค์กร

ส่วนการแข่งขันด้านธุรกิจบริการมือถือจะทยอยลดความรุนแรงลง นอกจากนี้ ยังพยายามปรับเพิ่มระดับ ARPU ผ่านการย้ายลูกค้ามาใช้งาน 5G ที่โดยเฉลี่ยจะได้ปรับราคา 10%-15% โดยบริษัทตั้งเป้าฐานลูกค้า 5G เพิ่มขึ้นจาก 6.8 ล้านราย ณ สิ้นปี 2565 เป็น 12 ล้านราย ณ สิ้นปี 66

โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสม 235 บาทต่อหุ้น และมอง ADVANC เป็นหุ้น Laggard ที่มีเงินปันผลรองรับระยะสั้น 4.24 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Yield 2.0% อิงราคาที่ 210.00 บาทต่อหุ้น

ด้าน บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ADVANC ยังคงเป็นหุ้นที่ชื่นชอบมากที่สุดในกลุ่มไอซีที เนื่องจากการคาดการณ์ว่ารายได้บริการในปี 66 จะมีการฟื้นตัว และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับดีที่ 4%

โดยมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิของ ADVANC เพิ่มอีก 5% ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.64 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนคาดการณ์รายได้บริการหลักที่เพิ่มขึ้น จากเป้าหมายผลประกอบการของ ADVANC ในปี 66 จากรายได้บริการหลัก (ไม่รวมงบ 3BB) จะเติบโตในระดับ 3-5% ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศยังคงชะลอตัว แต่มองว่าจะได้รับประโยชน์จากกลุ่มท่องเที่ยวเนื่องจากจีนเปิดประเทศ และอัตราเงินเฟ้อลดต่ำลง

ขณะเดียวกันยังประเมินกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เติบโต 4-6% สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นจากการเป็น “Cognitive Tech-Co” ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลงผ่านการใช้ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการและระบบไอที

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งบลงทุนในธุรกิจบรอดแบนด์บ้าน โดยจะทำการลดทราฟฟิกการใช้งานที่สร้างมูลค่าในระดับต่ำ และย้ายทราฟฟิกการใช้งานดังกล่าวไปยังโครงข่าย 5G โดยคาดว่ารายได้ธุรกิจบรอดแบนด์บ้านมีแนวโน้มเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักสำหรับปี 66 และมีเป้าหมายจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์บ้าน ณ สิ้นปี 66 อยู่ที่ 2.5 ล้านราย

บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 66 จะเป็นปีแห่งการเติบโตของรายได้ และการควบคุมต้นทุน จากการตั้งเป้าหมายอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจองค์กรที่จะยังคงเดินหน้าเปลี่ยน ADVANC ให้เป็น “Cognitive Tech- Co” โดย ADVANC ตั้งเป้าที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำ 5G ครอบคลุมประชากร 85% และใช้ประโยชน์จากเครือข่ายโทรคมนาคมและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มรายได้ขององค์กรที่ไม่ใช่ธุรกิจมือถือ โดยตั้งเป้าเติบโต 8.5% ต่อปี ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกันยังระบุว่า ผู้บริหารตั้งเป้าการเติบโตของ EBITDA สำหรับปี 66 ที่ 4-6% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.9% จากการเติบโตของรายได้ 3-5% และมาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้แรงงานลง เช่น การใช้เทคโนโลยี autonomous 5G Network การนำเสนอแอปพลิเคชันมือถือที่สามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า และการรวมทีมไอที ต่างๆ เป็นหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ADVANC ลงนาม MOU กับ KTB และ GULF เพื่อร่วมกันทำแผนธุรกิจ และขอใบอนุญาต ประกอบธุรกิจธนาคารเสมือนจริงจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. คาดว่าจะมีการออกใบอนุญาตในไตรมาส 2/68 โดย KTB มีความเชี่ยวชาญด้านการธนาคาร

ส่วน ADVANC จะนำเสนอข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า เช่น การจ่ายบิล ชั่วโมงการทำงาน และการใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งทั้งสามฝ่ายกำลังมองหาพันธมิตรรายอื่นในธุรกิจค้าปลีกเพื่อเติมเต็มช่องว่างในด้านข้อมูลการใช้จ่ายของผู้บริโภค ทั้งนี้ ADVANC เชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่ข้อมูลที่มากเพียงพอที่จะสร้างความแตกต่างให้กับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ และต้นทุนการหาลูกค้าที่ค่อนข้างต่ำ

ปัจจุบันทั้ง 13 โบรกเกอร์ให้ราคาเป้าหมายดังนี้


1. บล.ทิสโก้ (TISCO) ราคาเป้าหมาย 235 บาท
2. บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) (MST) ราคาเป้าหมาย 240 บาท
3. บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) (YUANTA) ราคาเป้าหมาย 235 บาท
4. บล.โนมูระ พัฒนสิน (CNS) ราคาเป้าหมาย 252 บาท
5. บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ราคาเป้าหมาย 225 บาท
6. บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ราคาเป้าหมาย 243 บาท
7. บล.ดาโอ (DAOLSEC) ราคาเป้าหมาย 230 บาท
8. บล.บัวหลวง (BLS) ราคาเป้าหมาย 257 บาท
9. บล.กสิกรไทย (KS) ราคาเป้าหมาย 233.85 บาท
10. บล.พาย (PI) ราคาเป้าหมาย 236 บาท
11. บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSSIA) ราคาเป้าหมาย 240 บาท
12. บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHS) ราคาเป้าหมาย 235 บาท
13. บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) (UOBKHST) 244 บาท


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์