
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 27 ก.พ.66 ปิดที่ 1,627.35 จุด ลดลง 6.67 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 54,182.43 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 2,380.59 ล้านบาท
หุ้นไทยลงต่อหลังงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4 และงวดรวมทั้งปี 65 ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ท่ามกลางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง กดดันแรงขายของนักลงทุนต่างชาติออกมาต่อเนื่อง นอกจากนี้นักลงทุนยังกลับมาวิตก PCE สหรัฐฯที่ออกมาสูงเกินคาด กดดันภาพรวมการลงทุน
บล.ทิสโก้ ระบุว่า จนถึงวันที่ 24 ก.พ.66 มี บจ.ใน SET และ mai ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 65 แล้ว 459 บริษัท และ 134 บริษัท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3 ของจำนวนบจ.ทั้งหมดในตลาด ซึ่งโดยรวมแล้วมีกำไรต่ำกว่าคาดเฉลี่ย 41% ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปีนี้ (YTD) ประมาณการกำไรของตลาด (SET EPS) ปี 66-67 ยังถูกปรับลงมาต่อเนื่อง -6.9% และ -2.4% มาอยู่ที่ 93.3 บาท/หุ้น และ 105.3 บาท/หุ้น ตามลำดับ
ส่งผลให้ตลาดหั่นคาดการณ์ SET EPS ลงต่อเนื่อง โดยกลุ่มที่มีกำไรแย่กว่าตลาดคาด คือ ENERG, PETRO, BANK, CONMAT และ ICT ขณะที่กลุ่มที่มีกำไรดีกว่าคาดคือ PROP และ AGRI ด้วยแนวโน้มกำไรที่ต่ำกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปีนี้ (YTD) ประมาณ การกำไรของตลาด (SET EPS) ปี 66-67 ยังถูกปรับลงมาต่อเนื่อง -6.9% และ-2.4% มาอยู่ที่ 93.3 บาท/หุ้น และ 105.3 บาท/หุ้น ตามลำดับ
ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังถูกกดดันระยะสั้นจากประมาณการกำไรที่ถูกปรับลง แนะเลือกลงทุนหุ้นที่กำไรดีกว่าคาด แนวโน้มปีนี้เติบโตต่อเนื่อง ชอบหุ้นขนาดกลาง-เล็กมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ แนะนำหุ้นเด่น AAI (เป้าพื้นฐาน 8.7 บาท), PRM (9.6 บาท), SICT (9.3 บาท)
บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่าจังหวะการปรับฐานของดัชนีช่วงปลายไตรมาส 1/66 และทั้งปีนี้ยังเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นระยะกลาง-ยาว จากดอกเบี้ยของ FED ที่จะ Peak และหยุดปรับขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดยังทยอยเร่งตัวขึ้นและการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีเม็ดเงินสะพัดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภค ด้านเทคนิคให้แนวรับที่ 1,600 จุด และ 1,555จุด
กลยุทธ์เลือกเก็งกำไรหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ส่วนระยะกลาง-ยาว ทยอยสะสมหุ้นช่วงตลาดปรับฐานบริเวณดัชนี 1,600 จุดหรือต่ำกว่า!!
อินเด็กซ์ 51