
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 11 ก.ย.63 ปิดที่ 1,279.96 จุด ลบ 10.93 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 44,155.40 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 749.90 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด JMART 13.40 บาท ลบ 2 บาท, JMT ปิด 29.25 บาท ลบ 3 บาท, STGT ปิด 68.25 บาท บวก 1.50 บาท, MINT ปิด 21.60 บาท ลบ 0.80 บาท, SUPER ปิด 0.84 บาท ลบ 0.04 บาท
หุ้นไทยภาคบ่ายไหลลงลึก นักลงทุนกังวลข่าวกรณีพบนักฟุตบอลติดเชื้อ COVID-19 ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมดเฝ้าระวังมากขึ้นและมีโอกาสที่รัฐจะต่อการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก 1 เดือน เป็นแรงกดดันระยะสั้น
บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า อีกปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ร้อนแรงขึ้น เพราะใกล้ถึงการชุมนุมใหญ่ของนักศึกษา ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ขณะที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม น่าจะเป็นเรื่องยากที่ฝั่งรัฐบาลจะตอบสนองปัจจัยดังกล่าวถือว่า มีความสำคัญมากสำหรับตลาดหุ้น ฝ่ายวิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลอดีตในช่วง 1 เดือนแรกของเหตุการณ์การชุมนุมสำคัญๆ พบว่ามีหลายปัจจัยที่กดดัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนมากกว่าปกติ
ดังนี้ 1.ค่าเงินบาทมักอ่อนค่าในช่วง 1 เดือนหลังมีการชุมนุมเฉลี่ย 2.2% แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาทมีส่วนกดดันให้ Fund Flow มีโอกาสชะลอการไหลเข้า เนื่องจากทำให้เกิดการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ 2.ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยหนัก ในช่วง 1 เดือนหลังมีการชุมนุมต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยเฉลี่ย 2.08 หมื่นล้านบาทแสดงให้เห็นว่าต่างชาติไม่ชอบความเสี่ยง และมักลดน้ำหนักลงเวลาเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง
3.เบี้ยประกันความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ไทย เร่งตัวขึ้นทุกรอบที่มีการชุมนุม ช่วง 1 เดือนหลังชุมนุมเฉลี่ยราว 25 bps. สะท้อนให้เห็นภาพความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้นไปด้วย 4.SET Index ตอบสนองเชิงลบ ปรับตัวลงเฉลี่ย 3.9% ช่วง 1 เดือนหลังชุมนุม
ประเด็นเหล่านี้เป็นตัวกดดันให้หุ้นไทยผันผวนและปรับตัวลดลงมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ดังนั้นนักลงทุนต้องติดตามการเมืองใกล้ชิด ส่วนกลยุทธ์ลงทุนเพื่อฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ แนะสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ที่สำคัญคือ ต่างชาติถือครองน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตลาดฯ เพื่อลดความผันผวนจากแรงขายของต่างชาติ อย่าง SVI, DCC, MCS, BEM, STGT และ DCC โดย Top pick ในวันนี้ยังเลือก BEM, MCS!!
อินเด็กซ์ 51