
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกพบว่า ตลาดหุ้นโลกในภาพรวมยังคงปรับตัวลงในทิศทางเดียวกัน โดยตลาดหุ้นฝั่งยุโรปปรับตัวลงทั้งหมด ขณะที่ฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย รวมทั้งประเทศไทย ปรับตัวลงเช่นกัน โดยดัชนีหุ้นไทยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ปิดที่ 1,622.28 จุด ลดลง 12.70 จุด มูลค่าซื้อขาย 44,099 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,552 ล้านบาท ปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก คือ ความกังวลกับความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยล่าสุดได้ลุกลามบานปลายไปยังภูมิภาคอื่นๆด้วย ท่ามกลางกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย หลังจากสหรัฐฯปรับขี้นดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ค่าเงินบาทรวมทั้งค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ กล่าวว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวลง เป็นการปรับตัวจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เกิดภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายจากตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงไทยไปยังสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่า สะท้อนได้จากดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินในตลาดกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และยังมีโอกาสที่ภาวะการไหลของเงินทุนไปยังตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วในประเทศอื่นๆได้อีก
“ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยช่วงนี้ มองว่าเป็นการตอบรับกับ Economic Cycle ที่กำลังเปลี่ยนในรอบ 10 ปี หลังจากใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมายาวนาน ที่ขณะนี้เริ่มมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น เหมือนเป็นการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน และการไหลกลับของเงินทุนขณะนี้เป็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ โดยไม่ได้หมายความว่า เม็ดเงินของต่างชาติจะไม่สนใจหุ้นในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยอีกต่อไป.”