
กระทรวงการคลังยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายเก็บภาษีทองคำ โดยมุ่งเน้นการใช้มาตรการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการฟอกเงินและปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาเป็นหลัก
ช่วงทองคำกลับมาเป็นขาขึ้น แต่กลับมีข่าวว่าคลังจะเก็บภาษีทองคำ หลายคนอาจสงสัยว่านี่คือช่องทางที่ภาครัฐจะหาทางเพิ่มรายได้หรือไม่ แต่ถ้าเริ่มเก็บภาษีทองจะส่งผลกระทบแค่ไหน Thairath Money ต่อสายตรงหานายกสมาคมค้าทองคำ หลังจบการประชุมหารือกับกระทรวงการคลัง และสรุปสิ่งที่ต้องรู้ไว้ในบทความนี้แล้ว
ภาษีทองคำ ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะตั้งแต่ปลายปี 2568 ก็มีประเด็นเรื่องนี้มาแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเพราะทองคำมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงมากมีตั้งแต่หลักหมื่นล้านไปจนถึงแสนล้านบาท ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าธุรกรรมซื้อขายเหล่านี้อาจมีผลต่อ ค่าเงินบาท ยิ่งมีคนซื้อทองเยอะก็อาจทำให้บาทแข็งค่าขึ้น และบางธุรกรรมอาจเป็นการฟอกเงิน
จากความกังวลเหล่านี้ทำให้ต้นปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการคุมเข้ม โดยกำหนดวงเงินซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นเงินบาท เช่น คุมวงเงินเทรดไม่เกินขาละ 50 ล้านบาท/คน/แพลตฟอร์ม (ขาซื้อ/ขาขาย), ห้ามใช้บัญชีบุคคลอื่นในการรับจ่ายเงินแทน ฯลฯ เป้าหมายก็เพื่อยกระดับความโปร่งใสขึ้นซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา จากตัวเลขนี้เราอาจเห็นการโฟกัสไปที่คนเทรดทองรายใหญ่
หลังจากมีมาตรการนี้คำว่าภาษีทองคำก็จางไป จนกระทั่งกลางเดือน ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ก็กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง โดย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เล่าว่า จะมีการหารือกับสมาคมค้าทองคำ ทั้งการหนุนตลาดค้าทองคำในประเทศ จัดระเบียบการค้าทองคำ และป้องกันการฟอกเงินของกลุ่มทุนเทา ในส่วนของ ภาษีทองคำ คลังยังอยู่ระหว่างการศึกษาหารือกัน และย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการหารายได้จากการจัดเก็บภาษี แต่จะใช้ภาษีเป็นเครื่องมือบันทึกรูปแบบธุรกรรมฯ และต้องการปราบกลุ่มทุนเทา มิจฉาชีพ ซึ่งอาจไม่ใช่แค่ธุรกรรมทองคำแต่รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย
ล่าสุด หลังสมาคมค้าทองคำและกระทรวงการคลังหารือกันไปเมื่อ 27 ส.ค. 2569 Thairath Money ยกหูหา “จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายกสมาคมค้าทองคำ สรุปการหารือครั้งนี้ให้ฟังว่า ณ ขณะนี้ ภาครัฐยังไม่มีนโยบายหรือพิจารณาเรื่องการเก็บภาษีทองคำ
แต่โฟกัสหลักคือการสกัด "ทุนเทา" ไม่ใช่การเก็บภาษี โดยทางกระทรวงฯ ขอความร่วมมือให้สมาคมฯ ช่วยเพิ่มความเข้มข้นในการกำกับดูแล โดยเฉพาะในรายเล็กหรือ ร้านค้าทองรายย่อย
แน่นอนว่า สมาคมฯ ได้เล่าถึงจุดยืนและการทำงานในปัจจุบันที่ผู้ค้าทองคำ สมาชิกสมาคมฯ มีการรายงานข้อมูลธุรกรรมตามที่ธปท. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างเคร่งครัด ส่วนหนึ่งเพราะกฎหมายมีบทลงโทษที่รุนแรง สมาชิกฯ ก็พร้อมรายงานตามกฎระเบียบต่างๆ และมีการกำชับดูแลรายเล็กอยู่แล้ว
ส่วนข้อสังเกตที่ว่า ภาษีทองคำอาจช่วยสกัดทุนเทาได้นั้น ทาง จิตติมองว่า ทุนเทาอาจไม่ได้สนใจเรื่องภาษีมากนัก เพราะภาษีไม่ได้เก็บในระดับสูงเมื่อเทียบกับต้นทุนการฟอกเงิน แต่คนที่ทำถูกต้องตามกฎหมายอาจกังวลมากกว่าเพราะมีผลกระทบต่อธุรกิจ
ทั้งนี้ หากมีการเก็บภาษีทองคำขึ้นจริงในไทย อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขายทองคำทั้งรายใหญ่และรายย่อย จากปัจจุบันที่ไทยถือว่าเป็นตลาดเทรดทองคำอันดับต้นๆ ของเอเชีย หากมีภาษีทองคำขึ้น ธุรกรรมต่างๆ อาจไหลไปที่ประเทศอื่น เพราะหลายประเทศพยายามเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำ (Gold Hub) ไทยก็ต้องพยายามแข่งขันให้ได้ แต่การที่ไทยจะเป็น Gold Hub ได้นั้นมองว่าต้องได้รับการผลักดันและสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน
อ้างอิงข้อมูล ธปท.
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney