ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เปิด 4 แรงหนุนพลิกเทรนด์เป็นขาขึ้น

Investment

Gold

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เปิด 4 แรงหนุนพลิกเทรนด์เป็นขาขึ้น

Date Time: 17 ส.ค. 2569 15:54 น.

Video

Aunyanuphap Consulting คู่คิดธุรกิจครอบครัว | On The Rise EP.27

Summary

ทองคำส่อแววขาขึ้น ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ปลายปีลุ้น 75,000 บาท ปีหน้าแตะ 84,000 บาท และมีโอกาสเห็น “ทองบาทละแสน” ใน 2-3 ปี พร้อมดันออมทองยุคดิจิทัลเริ่ม 0.05 บาท

Latest


“ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหนก็มักจะพบเห็นร้านทองสีแดงสะดุดตาที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความใกล้ชิดอันเป็นเอกลักษณ์

แต่ในปัจจุบัน เสน่ห์อันคลาสสิกของทองคำกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จากพฤติกรรมเดิมที่ผู้คนคุ้นชินกับการเดินเข้าไปเลือกซื้อทองคำรูปพรรณหรือทองคำแท่งที่หน้าร้าน ได้ถูกยกระดับสู่ระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็ว 

การเข้าซื้อขายและสะสมทองคำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มคนรุ่นใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมที่คนรุ่นใหม่ต่างให้ความสนใจเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

ยิ่งในช่วงที่ราคาทองคำเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ทองคำยิ่งได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างและรักษาความมั่งคั่ง โดยเฉพาะเมื่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ภาวะเงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นแรงกดดันต่อตลาดการลงทุน ทำให้นักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อยหันมาเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตมากขึ้น

Thairath Money พาไปเจาะลึก “อนาคตทองคำ” ท่ามกลางราคาที่ผันผวน พร้อมเปิดมุมมองทิศทางราคาทองคำในระยะข้างหน้า และสำรวจการปรับตัวของธุรกิจทองคำสู่โลกดิจิทัล เพื่อรับพฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่


เจาะลึกแนวโน้มราคาทองคำ

ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ประเมินว่า สำหรับแนวโน้มตลาดทองคำในครึ่งปีหลังนี้ ราคาทองคำมีโอกาสปรับทิศทางจาก "ขาลง" กลับตัวเป็น "ขาขึ้น" อย่างเด่นชัด

โดยตลาดเริ่มส่งสัญญาณกลับตัวอย่างรุนแรงเมื่อราคาผ่านจุดต่ำสุดในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ระดับ 3,960 - 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และสามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญขึ้นมาได้

นอกจากนี้ยังมีตัวบ่งชี้สำคัญอย่างดัชนีอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้ง CPI (Consumer Price Index หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค) และ TPI (Producer Price Index หรือ ดัชนีราคาผู้ผลิต) ที่ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม และเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนประเมินว่าราคาทองคำได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปเรียบร้อยแล้ว

อีกหนึ่งตัวแปรที่ขับเคลื่อนตลาดอย่างรุนแรงคือเรื่องของ Fund Flow หรือกระแสเงินทุนที่จากกองทุนระดับโลกได้เปลี่ยนจาก Outflow หรือเงินทุนไหลออก ในช่วงที่มีความกังวลเรื่องสงคราม กลับมาเป็น Inflow หรือกระแสเงินทุนไหลเข้า อย่างชัดเจน 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กองทุนทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง SPDR ที่ในเดือนกรกฎาคมมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิราว 1.9 ตัน และเพียงครึ่งแรกของเดือนสิงหาคมก็มีกระแสเงินไหลเข้ามาสะสมเพิ่มอีกถึง 16.83 ตัน

ขณะเดียวกัน กระแส Dedollarization หรือการลดพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังคงดำเนินไปอย่างแข็งแกร่ง เห็นได้ชัดจากการที่ธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าซื้อทองคำเพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง นำโดยธนาคารกลางจีนที่มียอดซื้อสะสมสูงที่สุดในรอบ 33 เดือน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องจับตา 4 ปัจจัยสำคัญซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ราคาทองคำเดินทางต่อไปได้ ได้แก่

  • 1.สงครามตะวันออกกลาง โดยประเมินว่าน่าจะคลี่คลายหรือยุติลงได้ภายในปีนี้ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งหากสงครามจบลงจริง ราคาทองคำก็พร้อมจะดีดตัวกลับขึ้นอย่างรุนแรง 
  • 2.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงและความตึงเครียดของราคาน้ำมันที่เบาบางลง ส่งผลให้ตลาดลดความกังวลว่าเฟดจะเร่งขึ้นดอกเบี้ย โดยประเมินว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งเท่านั้น หรือหากเปิดสัญญาณว่าจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทองคำก็มีโอกาสพุ่งขึ้นได้อย่างรุนแรง
  • 3.แรงหนุนจากฟันด์โฟลว์ของกองทุนต่าง ๆ ที่พร้อมกลับเข้ามาซื้อสะสมเพิ่มขึ้น
  • 4.การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งสถิติในอดีตระบุว่าราคาทองคำมักจะปรับตัวขึ้นได้ดี โดยเฉพาะในช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ต้องการเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจ

เมื่อพิจารณาในเชิงเทคนิคมองว่าราคาทองคำมีแนวรับอยู่ที่ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งมองว่าโอกาสที่ราคาจะร่วงกลับไปแตะ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์นั้นเกิดขึ้นได้ยากมากแล้ว

ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ในรอบ 100 วัน) และ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ในรอบ 200 วัน) ซึ่งหากผ่าน 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ไปได้ จะเป็นการยืนยันรอบขาขึ้นอย่างเป็นทางการ

โดยคาดว่าช่วงปลายปีนี้มีโอกาสเห็นราคาขยับไปถึง 4,900 - 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 74,000 - 75,000 บาทต่อบาททองคำ และปีหน้ามีโอกาสขยับขึ้นไปที่ 5,700 - 5,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือราว 83,000 - 84,000 บาทต่อบาททองคำ

ในส่วนของเป้าหมายทองคำไทยบาทละ 100,000 บาทนั้น คาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้ามีโอกาสได้เห็นอย่างแน่นอน เนื่องจากประวัติผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีของทองคำนั้นสูงถึง 16% ต่อปี และย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 10% ต่อปี

ด้าน ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ได้เสริมประเด็นความผันผวนของราคาทองคำไว้อย่างน่าสนใจว่า ความผันผวนนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่ในทางกลับกันมันคือโอกาสที่ดีต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้ลงทุน เนื่องจากตลาดที่มีการเคลื่อนไหวของราคาขึ้นลงตลอดเวลาจะช่วยกระตุ้นให้เกิดปริมาณการซื้อขายและการบริหารจัดการการลงทุน ต่างจากช่วงเวลาที่ราคาหยุดนิ่งซึ่งตลาดจะซบเซาลง

ความผันผวนเหล่านี้ยังผลักดันให้นักลงทุนตระหนักถึงความสำคัญของการทำ Portfolio Diversification หรือการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วยการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย โดยใช้ทองคำเป็นเครื่องมือจำกัดความเสี่ยง เพื่อรับมือกับภาวะการเสื่อมค่าของเงินตราอันเนื่องมาจากเงินเฟ้อ และรักษาความมั่งคั่ง

อย่างไรก็ดี เมื่อเข้ามาดูพฤติกรรมการเลือกลงทุนในตลาดทองคำของไทย จะพบสองมาตรฐานที่เติบโตควบคู่กันมาโดยตลอด โดยทองคำความบริสุทธิ์ 96.5% ยังคงเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตไทยผ่านทองรูปพรรณ ก่อนจะถูกพัฒนามาเป็นทองคำแท่งเพื่อการลงทุน

ในขณะที่ทองคำความบริสุทธิ์ 99.99% จะอิงราคาตามสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่เริ่มมีความเข้าใจและคุ้นเคยกับราคาแนวรับแนวต้านสากลนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นตลาดซื้อขายทองคำที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคอาเซียน และเป็นอันดับสองในทวีปเอเชียรองจากประเทศจีนเพียงเท่านั้น ซึ่งความแข็งแกร่งนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนผ่านตัวเลขการเก็งกำไรในกระดาษเท่านั้น แต่รวมถึงปริมาณการซื้อขายและส่งมอบทองคำจริง ๆ อีกด้วย ซึ่งทำให้ราคาทองคำในบ้านเรามีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในระดับโลกได้


ผนึก SCB ปั้น Gold Marketplace ชู “Blister Card” เปลี่ยนทองคำจิ๋วสู่การออมทองยุคใหม่

นอกจากนี้ ฮั่วเซ่งเฮง ได้ผสานร้านทองเข้ากับแพลตฟอร์มการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้ฐานผู้ใช้งานแอป SCB EASY กว่า 17 ล้านคน สามารถเข้าถึงการลงทุนในทองคำแท้คุณภาพสูงได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ได้เปิดตัวฟีเจอร์ SCB Gold Marketplace บนแอป SCB EASY เพื่อให้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์แบบเรียลไทม์ ทั้งทองคำ 96.5% และ 99.99% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ผ่านบัญชีเงินฝาก e-FCD ของ SCB

ซึ่งการใช้ดอลลาร์ซื้อขายโดยตรงนี้ช่วยสร้าง Wealth Investment Ecosystem ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสับเปลี่ยนไปทำธุรกรรมร่วมกับสินทรัพย์ต่างประเทศอื่น ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ และหมดกังวลเรื่องต้นทุนความเสี่ยงจากการแปลงค่าเงินซ้ำซ้อน

จุดเด่นสำคัญคือการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Blister Card หรือทองคำไซซ์จิ๋วที่ทลายกำแพงการลงทุนให้เริ่มต้นเพียง 0.05 บาททองคำ หรือ 0.05 ออนซ์ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ระบบนี้ทำงานภายใต้แนวคิดแบบ Omni-channel ที่เชื่อมโลกออนไลน์สู่ออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ

ทำให้นักลงทุนที่ซื้อขายและสะสมทองคำในรูปแบบดิจิทัลบนสมาร์ตโฟน สามารถเลือกเดินทางไปรับทองคำแท่งจริงได้ที่หน้าร้านฮั่วเซ่งเฮงทุกสาขา หรือใช้บริการจัดส่งทางไปรษณีย์ถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยเมื่อสะสมครบตามจำนวนที่ต้องการ


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ