
ทองคำถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ยอดนิยมของนักลงทุนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อทองคำแท่งสะสม หรือการลงทุนผ่านกองทุนที่อ้างอิงราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการลงทุนผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ TFEX ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ทั้งในภาวะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นและปรับตัวลง
แต่ปัญหาสำคัญคือมูลค่าสัญญาที่ค่อนข้างสูง ทำให้ต้องใช้เงินวางหลักประกันจำนวนมาก ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนไม่น้อยยังเข้าถึงได้ยาก
ล่าสุด ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) เปิดตัว Mini Gold Online Futures (MGO) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยย่อขนาดสัญญาให้เล็กลง เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้าถึงการลงทุนทองคำได้ง่ายขึ้น
Mini Gold Online Futures เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาทองคำโลกความบริสุทธิ์ 99.5% โดยมีขนาดสัญญาเพียงประมาณ 1 ทรอยออนซ์ หรือคิดเป็นทองคำไทยราว 2 บาททองคำ ทำให้ผู้ลงทุนใช้เงินวางหลักประกันด้วยเงินเริ่มต้นลงทุนไม่มากนัก
นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ทั้งในภาวะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นและปรับตัวลง ผ่านการ เปิดสถานะ Long หรือ Short
ทำให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ในทุกสภาวะตลาด ไม่จำกัดเฉพาะช่วงขาขึ้นเหมือนการถือทองคำแท่งทั่วไป
นอกจากนี้ Mini Gold Online Futures ยังมีจุดเด่นจากการใช้ Leverage หรืออัตราทดในการลงทุน ทำให้นักลงทุนสามารถใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียงหลักหมื่นบาท แต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากมูลค่าสัญญาที่สูงกว่าหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม Leverage สามารถขยายทั้งกำไรและขาดทุนได้พร้อมกัน จึงจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุน
วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า หลังจากที่สินค้า Mini Gold Online Futures เปิดให้ซื้อขายมาระยะหนึ่ง ถือว่าได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำมีลักษณะการแกว่งตัวในกรอบทิศทางขาลง ซึ่งเป็นทางเลือกและจังหวะที่ดีในการเก็งกำไรผ่านกลยุทธ์การ “ขายก่อน” แล้วค่อย “ซื้อคืนทีหลัง”
ทั้งนี้ Mini Gold Online Futures มีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยขยายฐานนักลงทุนทองคำในไทย โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยและผู้ที่มีเงินทุนน้อย เนื่องจากในอดีตตัวสัญญา Gold Online Futures เดิมจะมีขนาดสัญญาที่ค่อนข้างใหญ่ และต้องใช้เงินวางหลักประกันในระดับที่สูงตามราคาทองคำที่แพงขึ้น
จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังหัดเทรดทองคำและยังไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้มากนัก รวมไปถึงกลุ่มนักเรียน นักศึกษา หรือพนักงานออฟฟิศที่ไม่ได้มีเงินเดือนสูงมากนัก ก็สามารถเข้ามาลงทุนเทรดสินค้าตัวนี้ได้
เนื่องจากมูลค่าสัญญาของ Mini Gold Online Futures นั้นเทียบเท่ากับทองคำเพียง 2 บาทเท่านั้น ซึ่งต่างจากเดิมที่มีมูลค่าสัญญาเทียบเท่าทองคำถึง 20 บาท โดยเงื่อนไขการซื้อขายต่างๆ ยังคงเหมือนกับ Gold Online Futures ทุกประการ
ด้าน ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ความน่าสนใจของสินค้า Mini Gold Online Futures แม้จะยังเปิดซื้อขายไม่ถึงหนึ่งเดือนและนักลงทุนอาจจะยังรู้จักไม่มากนัก แต่คาดว่าจะได้รับความสนใจและช่วยขยายฐานนักลงทุนได้อย่างแน่นอน
การปรับขนาดให้เล็กลงเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไป นักลงทุนรุ่นใหม่ หรือนักลงทุนมือใหม่ที่อยากทดลองเทรดตราสารอนุพันธ์ สามารถเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น และหากเกิดความผิดพลาดก็จะไม่เจ็บตัวหนักเท่าสัญญาขนาดใหญ่
สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่เหมาะสมกับ Mini Gold Online Futures มากที่สุด คือกลุ่มที่เน้นการเทรดเพื่อเก็งกำไรจากทิศทางราคาทองคำที่มีความผันผวนสูง รวมถึงการเก็งกำไรระหว่างวัน และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำกำไรในช่วงที่ราคาทองคำเป็นขาลงอย่างชัดเจนในขณะนี้
ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากการลงทุนในทองคำแท่งที่ทำกำไรได้เฉพาะในช่วงขาขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สินค้านี้จะไม่ตอบโจทย์และไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อสะสมทองคำแท่งเพื่อถือครองในระยะยาว
ศิริลักษณ์ กล่าวอีกว่า ข้อผิดพลาดและความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดของนักลงทุนมือใหม่ที่เริ่มเทรด Gold Futures คือการรับมือกับความผันผวน เช่นความเสี่ยงจากการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) หรือถูกบังคับปิดสถานะ (Force Sell) โดยอัตโนมัติ หากมูลค่าเงินประกันลดลงต่ำกว่า 70%
ดังนั้น นักลงทุนควรเผื่อเงินหลักประกันไว้ในระดับที่ปลอดภัย เช่น หากขั้นต่ำคือ 15,000 บาท ควรวางเงินเผื่อไว้ 1 เท่าตัว หรือประมาณ 30,000 บาท ข้อควรระวังเพิ่มเติมคือ สัญญาฟิวเจอร์สมีวันหมดอายุ ไม่สามารถถือยาวเรื่อยๆ ได้
ด้าน วรุต มองว่าข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของนักลงทุนที่เริ่มเทรด Gold Futures คือการขาดความเข้าใจในกลไกของตราสารอนุพันธ์ ซึ่งเป็นสัญญาจะซื้อจะขายในอนาคต
หากคาดการณ์ถูกทางกำไรก็จะรันไปเรื่อยๆ แต่หากผิดทางก็จะขาดทุนเรื่อยๆ เช่นกัน ถ้าไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน และปล่อยให้พอร์ตขาดทุนไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอม Stop Loss หรือตัดขาดทุน ก็มีโอกาสก่อให้เกิดหนี้หรือพอร์ตติดลบได้
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือความเสี่ยงจาก Leverage ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษเปรียบเสมือนดาบสองคม หากได้กำไรก็จะได้เป็น 10 เท่า แต่เวลาขาดทุนก็จะขาดทุน 10 เท่าเช่นกัน
ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขและกลไกของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
วรุต ประเมินว่า ปัจจุบันทองคำอยู่ในช่วงของการพักฐานและแกว่งตัวในกรอบทิศทางขาลง ซึ่งเคลื่อนไหวในแดนลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 แล้ว กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้เน้นการซื้อเล่นสั้น เพื่อทำกำไรจากการแกว่งตัวในกรอบเท่านั้น
นอกจากนี้ ทิศทางราคาทองคำยังต้องเผชิญกับความผันผวนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งหากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาทองคำก็มีโอกาสฟื้นตัวหรือหยุดปรับตัวลง แต่หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียด ทองคำก็มีโอกาสลงต่อหรือหลุดจุดต่ำสุดเดิมได้
อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามคือนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งประเมินว่ามีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น นักลงทุนจะต้องติดตามรายละเอียดจากการประชุมเฟดว่าในวันพุธที่จะถึงนี้ จะมีสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วหรือช้า มากหรือน้อย และจะขึ้นลากยาวไปถึงปีหน้าหรือไม่
หากมีการปรับขึ้นเยอะและยาวนาน ทองคำก็มีโอกาสปรับตัวลงได้ลึก แต่หากส่งสัญญาณไม่ชัดเจนว่าอาจจะยังไม่ขึ้น ราคาทองคำก็อาจจะลงไม่ลึกและมีโอกาสเห็นการดีดตัวกลับได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ประเมินแนวรับไว้ที่ 4,418-4,022 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นราคาทองคำไทยที่ประมาณ 63,950-62,500 บาท ส่วนแนวต้านประเมินไว้ที่ระดับ 4,246-4,318 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าราคาทองคำไทยประมาณ 65,900-67,000 บาท
หากราคาปรับตัวกลับขึ้นไปแต่ยังไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านนี้ได้ เท่ากับว่าผลตอบแทนของทองคำเมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีจะยังคงติดลบ เนื่องจากเป็นราคาเปิดของทองคำในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีโอกาสที่ราคาจะอ่อนตัวลงมาย่ำฐานหรือสร้างฐานใหม่ต่อ
ด้าน ศิริลักษณ์ มองว่าราคาทองคำได้ปรับตัวเข้าสู่แนวโน้มขาลงแล้ว หลังจากที่ราคาหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ลงมาเมื่อวันศุกร์ แม้จะมีการดีดตัวกลับขึ้นมาบ้าง แต่ยังคงต้องระมัดระวังแรงเทขาย
โดยประเมินแนวรับสำคัญในเบื้องต้นไว้ที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนราคาทองคำไทยนั้นประเมินไว้ที่ 63,000-61,000 บาท และแนวต้านสำคัญจะอยู่ที่เส้น SMA 200 วัน บริเวณ 4,450 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากราคาสามารถทะลุผ่านระดับนี้ขึ้นไปได้ แนวโน้มจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง
สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความคืบหน้าเรื่องข้อตกลงสันติภาพหรือ MOU ระหว่างสหรัฐฯ กับทางอิหร่าน ซึ่งหากมีทิศทางในเชิงบวกก็อาจทำให้ราคาปรับตัวขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สุดคือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า โดยต้องจับตาดูการปรับเปลี่ยนประมาณการทิศทางดอกเบี้ย (Dot Plot) ซึ่งจากเดิมที่ประเมินว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้และ 1 ครั้งในปีหน้า อาจมีการปรับเปลี่ยนเนื่องจากตลาดยังมีความกังวลว่าเฟดอาจต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้หรือไตรมาสแรกของปีหน้า หรืออย่างดีที่สุดคือการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการที่ธนาคารกลางยุโรปได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว รวมถึงมีแรงเทขายอย่างต่อเนื่องจากกองทุน SPDR ที่ทยอยเทขายทองคำออกมาแล้วถึงประมาณ 80-90 ตันนับตั้งแต่เกิดสงคราม ซึ่งทำให้ภาพรวมตลาดยังคงมีความเสี่ยงและมีแรงเทขายกดดันอยู่
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้