
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกผันผวนขั้นสุด จากข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งโดยปกติแล้ว สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำควรจะเป็นหลุมหลบภัยที่เงินทุนทั่วโลกไหลเข้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกับความรู้สึกอย่างรุนแรง
เพราะในวันที่ตลาดกังวล และหุ้นเกือบทั้งโลกร่วงหนัก แต่ทองคำกลับร่วงตาม และมีจังหวะดิ่งลงไปทดสอบระดับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ และในวันที่ความเสี่ยงเริ่มคลี่คลายหรือล่าสุดที่สหรัฐ ประกาศชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่าน ตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัว แต่ทองคำก็ยังโดนเทขายอยู่ดี
Thairath Money พาเจาะลึกสาเหตุทำไมสงครามเกิดแต่ทองกลับลง ทั้งที่ในตำรา “ยิ่งเสี่ยง ทองยิ่งขึ้น” แต่รอบนี้สิ่งที่ตลาดกำลังให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่ “ความกลัว” แต่เป็น “ดอกเบี้ย-ดอลลาร์สหรัฐ-สภาพคล่อง” ที่กำลังบีบราคาทองคำพร้อมกัน
ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเมื่อเกิดภาวะสงคราม ราคาทองคำกลับไม่พุ่งขึ้นตามทฤษฎีปกติ ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุหลักออกเป็น 4 ประเด็น ดังนี้
1) สงครามทำให้เงินเฟ้อพุ่ง ดอกเบี้ยอาจไม่ลดลงแล้ว
แน่นอนว่าผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น สถานการณ์นี้ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
โดยตลาดประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้แล้ว ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป ก็ถูกคาดการณ์ว่าอาจจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้งในปีนี้
ซึ่งปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำโดยตรง
2) ดอลลาร์สหรัฐแข็ง = กดราคาทอง
โดยปกติแล้วเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จะส่งผลลบต่อราคาทองคำ ในช่วงหลังเกิดสงคราม เงินดอลลาร์สหรัฐได้กลับมาแข็งค่าและกลายสภาพเป็นเสมือน "สินทรัพย์ปลอดภัย" ที่ดีในระยะสั้น
นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังมีสถานะเป็น "ผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ" ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับฝั่งยุโรปที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
ความได้เปรียบนี้จึงยิ่งหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและเข้ามากดดันราคาทองคำ
3) กองทุน SPDR ขายทองออกมาเยอะมาก
กองทุน SPDR ได้เทขายทองคำออกมาเป็นจำนวนมากถึง 48.63 ตัน และเฉพาะเมื่อวานวันเดียวขายออกไป 4.29 ตัน สาเหตุหลักมองว่าเกิดจากนักลงทุนเผชิญปัญหาความตึงตัวของสภาพคล่อง จึงถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและยังมีกำไรดีอย่างทองคำ ซึ่งปีที่แล้วให้ผลตอบแทนสูงถึง 64% เพื่อนำเงินสดออกไปใช้จ่ายหรือแก้ปัญหาพอร์ตการลงทุน เช่น นำไปใช้เพื่อรักษาสถานะ (Margin Call) จากผลขาดทุนในตลาดหุ้น
ศิริลักษณ์ กล่าวว่า ในระยะยาวนั้น ทองคำยังคงถือเป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าที่จับต้องได้และมีมูลค่าในตัวเอง แตกต่างจากเงินกระดาษที่สามารถพิมพ์ออกมาได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์ใดมาค้ำประกัน
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของราคาทองคำมีความผันผวนและมีความคล้ายคลึงกับการเป็น "สินทรัพย์เสี่ยง" ไปชั่วคราว
ปัจจุบันแนวโน้มระยะสั้นถือเป็น "ขาลงชัดเจน" โดยราคาทองคำโลกได้ปรับตัวลดลงจากระดับ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐลงมาถึง 4,100 ดอลลาร์สหรัฐโดยจุดที่ต้องระวังคือ ระดับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นแนวรับสำคัญของเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน หากหลุดระดับนี้ไป แนวโน้มระยะยาวจะเปลี่ยนเป็นขาลงอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีแนวรับจิตวิทยาที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากหลุดแนวรับนี้ อาจทำให้ระบบเทรดอัตโนมัติ (Robo-trade) ที่ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เทขายตามมาจนราคาร่วงลงลึกได้อีกมหาศาล
อย่างไรก็ดี หากราคาทองคำสามารถยืนได้ที่ระดับดังกล่าว ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับขึ้นไปทดสอบระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือจุดสูงสุดเดิมที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐได้ในอนาคต โดยนักลงทุนยังคงต้องติดตามสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ศิริลักษณ์ มองว่าหากสงครามคลี่คลายและราคาพลังงานลดลง ทฤษฎีอาจกลับข้าง โดยทองคำอาจมีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้ง ตรงกันข้ามกับที่เราอาจเคยเข้าใจว่า เมื่อมีสงคราม ราคาทองคำจึงขึ้น
สำหรับคนอยากซื้อเพิ่ม หากยอมรับความเสี่ยงได้ อาจพิจารณาทยอยเข้าซื้อสะสมบางส่วนที่บริเวณแนวรับ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่สำหรับคนที่อาจรับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้รอจังหวะราคารีบาวน์ขึ้นไปใกล้ๆ ระดับ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐแล้วพิจารณาขายออกเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ราคาฟื้นตัว แล้วค่อยรอจังหวะกลับเข้ามาซื้อใหม่เมื่อราคาย่อตัวลงแรงๆ ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม
อ่านข่าวหุ้น ข่าวทองคำ และ ข่าวการลงทุน และ การเงิน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney