
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปจากประเด็น “กรีนแลนด์” สู่สงครามภาษี เขย่าตลาดหุ้นอีกครั้ง เม็ดเงินจำนวนมากไหลหนีความผันผวนเข้าสู่ “ทองคำ” ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดันราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ส่วนทองคำไทยพุ่งทะลุระดับ 70,000 บาทต่อบาท
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกลับเข้าสู่โหมด “ระวังความเสี่ยง” อย่างชัดเจนอีกครั้ง หลังปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปจากประเด็น “กรีนแลนด์” ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เป็นหมากต่อรองทางการค้า
จนเขย่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมกันแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่เม็ดเงินจำนวนมากไหลหนีความผันผวน เข้าสู่ “ทองคำ” ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดันราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และส่งแรงสะเทือนมาถึงราคาทองคำไทยพุ่งทะลุระดับ 70,000 บาทต่อบาททองคำแล้ว
ต้นตอความปั่นป่วนรอบนี้ มาจากท่าทีของทรัมป์ที่ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก 8 ชาติยุโรป 10% ในเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน หากยุโรปไม่ยอมเปิดทางให้สหรัฐฯ “ซื้อกรีนแลนด์”
ประเด็นดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมทันทีต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มค้าปลีก หรือกลุ่มการเงินก็ตาม สะท้อนมุมมองนักลงทุนที่เริ่มลดความเสี่ยงอย่างจริงจัง ดังนี้
ขณะที่ดัชนีหลักในตลาดหุ้นยุโรป 8 ประเทศ ที่อาจได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว ส่วนใหญ่ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ดังนี้
ซึ่งแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงดังกล่าว กลายเป็นแรงซื้อทองคำอย่างชัดเจน Gold Spot ปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเช้าวันนี้ยังบวกต่อ ตอกย้ำว่าตลาดยังไม่คลายกังวล และอาจกำลังสะท้อนภาพซ้ำรอยหลายวิกฤติที่ผ่านมาว่า
“เมื่อใดที่ความเสี่ยงพุ่งสูง ทองคำมักเป็นคำตอบแรกของนักลงทุนทั่วโลก”
ถ้าดูจากกราฟราคาทองคำโลกตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจน แม้ปี 2568 ที่ผ่านมาราคาทองคำเป็นขาขึ้นมาตลอด จากความขัดแย้งหลายจุดทั่วโลก แต่ช่วงต้นปี 2569 ราคาทองคำเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนจากประเด็นดังกล่าว จนล่าสุดพุ่งทะลุโซน 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นสถิติใหม่สูงสุด สะท้อนภาวะ “เงินหนีความเสี่ยง” อย่างแท้จริง
ซึ่งทำให้ราคาทองไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน โดยข้อมูลจาก บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงวันที่ 20 มกราคม ราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นทะลุ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 9% จากต้นปีที่ราว 4,321 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
ถือเป็นการปรับขึ้นที่รวดเร็วและเกิดการ “เปิด Gap” ทุกสัปดาห์จากข่าวความตึงเครียดช่วงวันหยุด ขณะที่ทองคำไทย (แท่ง 96.5%) ทำจุดสูงสุดใหม่เพิ่มขึ้นเกือบ 7% นับจากต้นปี ส่วนวันนี้ (21 ม.ค.) พบราคาทองคำไทยพบปรับเพิ่มขึ้นว่า 1,050 บาท ส่งผลให้
อย่างไรก็ดี อีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนต้องรู้คือ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จากความคาดหวังว่าเฟดอาจต้องลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ส่งสัญญาณไว้ใน ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว บางช่วงหลุดต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งช่วยเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นแรงและเร็ว
YLG ยังระบุอีกว่า แรงซื้อทองคำไม่ได้มาจากนักลงทุนรายย่อยเท่านั้น แต่ยังมาจากธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย ที่เดินหน้าลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือที่เรียกว่า De-Dollarization และเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงทางการเมืองและการเงินของสหรัฐฯ ด้วย
ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ให้ความเห็นกับ “Thairath Money” ว่า ปัจจัยหลักที่กดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในขณะนี้ยังคงเป็นประเด็นความตึงเครียดจากปมกรีนแลนด์ ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นธีมการลงทุนที่ชัดเจน คือการ “ขายสินทรัพย์สหรัฐฯ แทบทุกประเภท” ไม่ว่าจะเป็นการขายเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่เห็นได้จากการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขายหุ้นสหรัฐฯ จนทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ มองว่าทิศทางราคาทองคำจะมีความคล้ายคลึงกับช่วงเดือนเมษายน ปี 2568 ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีการค้ากับประเทศทั่วโลก ซึ่งในช่วงนั้นราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งรอบนี้ก็มีแนวโน้มจะเป็นในลักษณะเดียวกัน หากปมกรีนแลนด์ยังไม่สามารถคลี่คลายได้
และโมเมนตัมราคาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น ตราบใดที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังดำเนินอยู่ และประเมินว่าทรัมป์อาจไม่อ่อนข้อ เนื่องจากมีความต้องการกรีนแลนด์อย่างจริงจัง จึงนำประเด็นภาษีการค้ามาใช้เป็นเครื่องมือกดดัน ขณะที่ฝั่งประเทศยุโรปก็เริ่มมีการตอบโต้กลับเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาท่าทีของทรัมป์อย่างใกล้ชิด เพราะหากมีสัญญาณผ่อนคลายหรือเปลี่ยนจุดยืน ก็อาจทำให้เกิดแรงขายทำกำไรในตลาดทองคำได้เช่นกัน
สำหรับกรอบราคา ปัจจุบันยังให้เป้าหมายราคาทองคำโลกไว้ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่มีโอกาสต้องพิจารณาปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังไม่ได้รวมสมมติฐานใหม่จากประเด็นกรีนแลนด์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ส่วนราคาทองคำไทยในระยะยาว ระดับบาทละ 100,000 บาทยังมีโอกาสเห็นได้ แต่คาดว่าอาจไม่ใช่ในปีนี้ โดยอาจต้องใช้ระยะเวลา 2-3 ปี ตราบใดที่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนและสถาบันทั่วโลกจำเป็นต้องถือครอง
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังมีแนวโน้มเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 พบว่ามีการเข้าซื้อรวมแล้วกว่า 731 ตัน ซึ่งในภาพระยะยาว ประเด็นการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นปัจจัยที่คาดว่าจะดำเนินต่อไป
แต่หากสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายลง ราคาทองคำโลกอาจอ่อนตัวกลับลงมาในโซน 4,500-4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เช่นเดิม ขณะที่ราคาทองคำไทยประเมินว่าไม่น่าหลุดระดับ 67,000-68,000 บาท
โดยในระยะสั้นช่วงไตรมาสแรกคาดว่ายังสามารถยืนในระดับดังกล่าวได้ ทั้งนี้ หากราคาทองคำปรับฐานลงมา มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสม เนื่องจากภาพใหญ่ยังมีปัจจัยบวกระยะยาวที่ยังสนับสนุนราคาทองคำอยู่
ด้าน ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ระบุว่า ราคาทองคำพุ่งไม่แผ่วปีนี้ผ่านมาแค่ 20 วัน ทองโลกไทยพุ่งแล้ว 9% ทองไทยพุ่งเกือบ 7% รับแรงสกัดจากเงินบาทแข็งค่า ขณะที่สถาบันการเงินต่างประเทศส่วนใหญ่ให้เป้าหมายปีนี้ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ขึ้นไป จากการสำรวจพบว่า
โดยมองปัจจัยบวกหลักมาจากความกังวลนโยบายทรัมป์ ทั้งการเตรียมที่จะฮุบกรีนแลนด์ คาดการณ์ว่าอาจส่งผลกระทบไปถึงสงครามการค้ากับยุโรป รวมไปถึงความตึงเครียดกับอิหร่านด้วยเช่นกัน
ส่งผลดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังกระแสเงินทุนถูกโยกไปภูมิภาคอื่นเพื่อหนีความเสี่ยงทางฝั่งตะวันตก และเข้ามาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี แนะนำเข้าลงทุนแบบรอจังหวะสะสม DCA เพื่อถือครองในระยาว พร้อมเพิ่มโอกาสด้วยการลงทุนระยะสั้น แนวรับสำคัญที่ 4,660 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และแนวต้านที่ 4,720 - 4,750 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ พร้อมเป้าหมายหลักปีนี้ 4,900-5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
นอกจากนี้ แนะนำทางเลือกลงทุนผ่านฟิวเจอร์สเพื่อเป็นทางเลือกในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในระดับสูง เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 10% ของราคาทองคำ และสามารถทำกำไรได้ทุกสภาวะตลาด
ด้าน บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แกนของกลยุทธ์คือ “ทะลุ 70,000 แล้วสบายใจได้แค่ไหน” โดยมุมมองคือถือยาวยังพอวางใจได้ถ้าต้นทุนเหมาะสม เพราะเทรนด์ใหญ่ยังหนุน
แต่คนเล่นสั้นควรโฟกัสการคุมความเสี่ยงและเฝ้าระวังจังหวะพักฐานมากเป็นพิเศษ ระดับที่ให้จับตาคือ แนวรับ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ (ทองไทยประมาณ 70,400) และ แนวต้าน 4,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ทองไทยประมาณ 71,500) หากย่อลงมาใกล้โซนรับแล้วประคองได้จะเป็นจังหวะวัดใจของแรงซื้อ
แต่ถ้าหลุดรับหรือเกิดแรงขายทำกำไรหนัก ๆ ต้องระวังการย่อลึกจากความผันผวนที่สูงอยู่แล้ว ขณะที่ฝั่งบน หากผ่านแนวต้านได้จริง จะยืนยันโมเมนตัมขาขึ้นต่อ แต่ก็ยิ่งต้องมีวินัยเรื่องจุดเสี่ยง เพราะตลาดที่ขึ้นแรงมัก “แกว่งแรง” ตามมาด้วยเหมือนกัน
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้