
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาซื้อขายทองคำประจำวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา เปิดตลาดราคายังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทองคำแท่งขายออกต่อบาททองคำที่ 34,050 บาท เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 450 บาท ทองคำแท่งรับซื้อที่ 33,950 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ ราคาขายออกอยู่ที่ 34,550 บาท และรับซื้ออยู่ที่ 33,336.84 บาท ตลอดทั้งวันราคาทองคำเคลื่อนไหว 5 ครั้ง มายืนที่ราคาทองคำแท่ง ขายออก 34,250 บาท รับซื้อ 34,150 บาท และทองรูปพรรณ ขายออก 34,750 บาท รับซื้อ 33,533.92 บาท ขณะที่ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 1,979 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์
นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มรุนแรงบานปลาย ทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด แถลงว่า เฟดมีความมุ่งมั่นควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย 2% ส่วนกองทุน SPDR ถือทองเท่าเดิม
ทั้งนี้ มองแนวโน้มราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,980 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่อาจโดนแรงขายทำกำไรที่ ขณะนี้เริ่มมีแรงเทขายทำกำไรออกมา นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกัน (20 ต.ค.) ตลาดหุ้นไทยถูกแรงเทขายอย่างหนัก ดัชนีปรับตัวลงแรงตลอดทั้งวัน ก่อนมาปิดทำการที่ระดับ 1,399.35 ลดลง 23.69 จุด ดัชนีทำนิวโลว์ในรอบเกือบ 3 ปี มีมูลค่าการซื้อขาย 52,983.02 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,215.31 ล้านบาท โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เห็นแรงขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงออกมาจากความกังวลสงครามอิสราเอล ขณะที่ยังไม่มีแรงรับเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุน เพราะนักลงทุนยังไม่กล้า ทำให้ราคาหุ้นขนาดใหญ่ไหลลงมาเรื่อยๆ เพราะสถานการณ์สงครามยังสู้รบกันต่อเนื่องและอาจยืดเยื้อรุนแรง ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯยังปรับขึ้นมาสูง แม้เฟดจะส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังกังวลเศรษฐกิจมากขึ้น
ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงแรงช่วงนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก มีปัจจัยกดดันหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวขึ้นกระทบต่อเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯให้ยังทรงตัวในระดับสูง มีผลกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยสดใสคือทุกฝ่าย ทั้งตลาดฯ ภาครัฐบาลและเอกชนต้องให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น โดยจะเห็นว่า ปัจจุบันภาครัฐฯ เห็นความสำคัญกับการให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งในช่วงปลายเดือน พ.ย.66 ภาครัฐบาลจะไปโรดโชว์ให้ข้อมูลผู้จัดการกองทุน และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สิงคโปร์
“ตลาดหลักทรัพย์ภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนให้เข้าใจในปัจจัยพื้นฐานและจุดแข็งของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามาลงทุน”
นายภากรยังกล่าวถึง ประเด็นราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามหรือความรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่ออุตสาหกรรมหรือบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลให้ดี เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลต่างๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนได้เช่นกัน
“ต้องดูข้อมูลผลกระทบจากราคาพลังงานให้ดีว่ากระทบเชิงบวกหรือลบกับบริษัทจดทะเบียนไทยอย่างไรบ้าง ซึ่งบางธุรกิจไหนได้รับผลกระทบ ขณะที่บางธุรกิจได้รับประโยชน์ ดังนั้น อยากฝากนักลงทุนว่าวิเคราะห์ให้ดีในทุกแง่มุม เพราะอาจเป็นโอกาสของการลงทุนที่ดีในบางธุรกิจได้”.
อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่