ทองคำพุ่งแรง 34,250 บาท กลัวสงครามทิ้งหุ้นทุบดัชนีหลุด 1,400 จุด

Investment

Gold

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ทองคำพุ่งแรง 34,250 บาท กลัวสงครามทิ้งหุ้นทุบดัชนีหลุด 1,400 จุด

Date Time: 21 ต.ค. 2566 06:52 น.

Summary

นักลงทุนทั่วโลกผวาอิสราเอล-ฮามาสสู้รบยืดเยื้อ ตะวันออกกลางตึงเครียด แห่เข้าซื้อทองคำ ดันราคาพุ่งพรวด ตลอดทั้งวันราคาปรับ 5 ครั้ง ไปยืนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 34,250 บาท พร้อมลดความเสี่ยงลงทุน เทขายหุ้นทั่วโลกรวมหุ้นไทย จนดัชนีตลาดหุ้นไทยหลุด 1,400 จุด ทำนิวโลว์ในรอบ 3 ปี

Latest

ราคาทองวันนี้ 1 มกราคม 2569 ล่าสุดปรับลด 400 บาทราคาทองรูปพรรณ บาทละ 65,350 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาซื้อขายทองคำประจำวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา เปิดตลาดราคายังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทองคำแท่งขายออกต่อบาททองคำที่ 34,050 บาท เพิ่มขึ้นจากวันก่อน 450 บาท ทองคำแท่งรับซื้อที่ 33,950 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณ ราคาขายออกอยู่ที่ 34,550 บาท และรับซื้ออยู่ที่ 33,336.84 บาท ตลอดทั้งวันราคาทองคำเคลื่อนไหว 5 ครั้ง มายืนที่ราคาทองคำแท่ง ขายออก 34,250 บาท รับซื้อ 34,150 บาท และทองรูปพรรณ ขายออก 34,750 บาท รับซื้อ 33,533.92 บาท ขณะที่ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 1,979 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มรุนแรงบานปลาย ทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งนี้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด แถลงว่า เฟดมีความมุ่งมั่นควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย 2% ส่วนกองทุน SPDR ถือทองเท่าเดิม

ทั้งนี้ มองแนวโน้มราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,980 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่อาจโดนแรงขายทำกำไรที่ ขณะนี้เริ่มมีแรงเทขายทำกำไรออกมา นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกัน (20 ต.ค.) ตลาดหุ้นไทยถูกแรงเทขายอย่างหนัก ดัชนีปรับตัวลงแรงตลอดทั้งวัน ก่อนมาปิดทำการที่ระดับ 1,399.35 ลดลง 23.69 จุด ดัชนีทำนิวโลว์ในรอบเกือบ 3 ปี มีมูลค่าการซื้อขาย 52,983.02 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,215.31 ล้านบาท โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เห็นแรงขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงออกมาจากความกังวลสงครามอิสราเอล ขณะที่ยังไม่มีแรงรับเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุน เพราะนักลงทุนยังไม่กล้า ทำให้ราคาหุ้นขนาดใหญ่ไหลลงมาเรื่อยๆ เพราะสถานการณ์สงครามยังสู้รบกันต่อเนื่องและอาจยืดเยื้อรุนแรง ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯยังปรับขึ้นมาสูง แม้เฟดจะส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังกังวลเศรษฐกิจมากขึ้น

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงแรงช่วงนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก มีปัจจัยกดดันหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวขึ้นกระทบต่อเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯให้ยังทรงตัวในระดับสูง มีผลกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยสดใสคือทุกฝ่าย ทั้งตลาดฯ ภาครัฐบาลและเอกชนต้องให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น โดยจะเห็นว่า ปัจจุบันภาครัฐฯ เห็นความสำคัญกับการให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งในช่วงปลายเดือน พ.ย.66 ภาครัฐบาลจะไปโรดโชว์ให้ข้อมูลผู้จัดการกองทุน และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สิงคโปร์

“ตลาดหลักทรัพย์ภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนให้เข้าใจในปัจจัยพื้นฐานและจุดแข็งของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามาลงทุน”

นายภากรยังกล่าวถึง ประเด็นราคาพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามหรือความรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่ออุตสาหกรรมหรือบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลให้ดี เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลต่างๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนได้เช่นกัน

“ต้องดูข้อมูลผลกระทบจากราคาพลังงานให้ดีว่ากระทบเชิงบวกหรือลบกับบริษัทจดทะเบียนไทยอย่างไรบ้าง ซึ่งบางธุรกิจไหนได้รับผลกระทบ ขณะที่บางธุรกิจได้รับประโยชน์ ดังนั้น อยากฝากนักลงทุนว่าวิเคราะห์ให้ดีในทุกแง่มุม เพราะอาจเป็นโอกาสของการลงทุนที่ดีในบางธุรกิจได้”.

อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ