
สร้างพอร์ตลงทุนมาทั้งชีวิต แต่ไม่วางแผนส่งต่อทรัพย์สิน เงินฝาก หุ้น และกองทุน อาจถูก "แช่แข็ง" หลายเดือน และไม่ได้ตกถึงมือคนที่ตั้งใจให้ เจาะ Blind Spot ที่นักลงทุนลืมคิด กับ3 วิธีวางแผนมรดก
“ คุณอาจใช้เวลา 20 ปีสร้างพอร์ตลงทุน แต่ไม่เคยใช้เวลา 20 นาทีคิดว่า ถ้าวันหนึ่งไม่อยู่แล้ว เงินก้อนนั้นจะไปถึงใคร ”
หลายวันก่อนมีกระทู้หนึ่งในโซเชียลมีเดีย ที่คนแชร์ต่อกันเยอะมาก ชายคนหนึ่งเล่าว่าตัวเองลงทุนกระจายไว้หลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น กองทุน และเงินฝาก แต่ไม่เคยบอกครอบครัวสักคำว่าเงินอยู่ตรงไหนบ้าง คอมเมนต์ใต้กระทู้ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เราก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน"
เรียกว่านี่คือจุดเสี่ยงที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัว สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ที่เผยตัวเลขที่น่าตกใจ ว่า ปัจจุบันคนไทยมีกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อประชากรอยู่เพียง 38-40% เท่านั้น ที่เหลือกว่าครึ่งไม่มีเส้นทางลัดนี้ ไม่มีการระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ชัดเจน และแทบไม่มีใครทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า คงต้องพึ่งกระบวนการศาลแบบเต็มรูปแบบเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ
พูดง่ายๆ คือเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาพรวมของสังคมนักลงทุนไทยเลยก็ว่าได้
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนกลายเป็นเรื่องปกติของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเรียนรู้วิธีซื้อหุ้น จัดพอร์ต ทำ DCA กันจนคล่องแคล่ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่แทบไม่มีคอร์สไหนสอนเลย นั่นคือถ้าเราเสียชีวิตขึ้นมา พอร์ตลงทุนที่สร้างมาทั้งชีวิตจะเกิดอะไรขึ้น
เพราะต้องยอมรับว่า คนลงทุนส่วนใหญ่ มักจะกังวลกับความผันผวนของตลาด อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ แต่แทบไม่มีใครนึกถึงความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Estate Risk หรือความเสี่ยงเรื่องการส่งต่อทรัพย์สิน
เมื่อลองถามตัวเองดูตรงๆ ว่า ถ้าเราจากไปพรุ่งนี้ เงินก้อนที่ลงทุนไว้จะไปอยู่ที่ไหน
หลายคนตอบทันทีว่า "ก็ต้องเป็นของครอบครัวอยู่แล้ว" คำตอบนี้ถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะในทางกฎหมาย กระบวนการโอนถ่ายทรัพย์สินไม่ได้ง่ายและเร็วอย่างที่คิด
ความจริงที่นักลงทุนหลายคนไม่เคยรู้คือ ญาติของเราเอาใบมรณบัตรไปถอนเงินหรือขายหุ้นแทนเราไม่ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก กองทุนรวม หรือหุ้นในพอร์ต ทุกอย่างต้องรอ "ผู้จัดการมรดก" ที่ศาลแต่งตั้งเสียก่อน ถึงจะไปติดต่อสถาบันการเงินเพื่อปิดบัญชีหรือโอนสินทรัพย์ได้
กระบวนการจะเริ่มจากทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อศาล จากนั้นศาลจะนัดไต่สวนคำร้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน พอไต่สวนเสร็จแล้วต้องรออีกราว 1 เดือนกว่าคำสั่งศาลจะ "ถึงที่สุด" อย่างเป็นทางการ
รวมแล้วบางเคสใช้เวลาเกือบ 3 เดือนกว่าจะเริ่มจัดการทรัพย์สินได้จริง และถ้ามีทายาทคนใดคัดค้านขึ้นมา ระยะเวลาอาจยืดออกไปอีกมาก ระหว่างนั้นพอร์ตการลงทุนของเราแทบจะค้างอยู่แบบนั้น ทำอะไรไม่ได้เลย
สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดอีกอย่างคือคิดว่าสินทรัพย์ทุกแบบช้าเท่ากันหมด ความจริงแล้วแต่ละประเภทไปคนละเส้นทาง
เมื่อไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งตามทายาทโดยธรรมซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ 6 ลำดับ ได้แก่ ผู้สืบสันดานหรือลูก บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ปู่ย่าตายาย และลุงป้าน้าอา ส่วนคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องจะได้รับส่วนแบ่งเสมอ เพียงแต่สัดส่วนจะเปลี่ยนไปตามว่ามีทายาทลำดับใดยังมีชีวิตอยู่บ้าง
ตัวอย่าง
ถ้ามีคู่สมรสและลูก 2 คน ทรัพย์มรดกจะแบ่งเท่ากัน 3 ส่วน แต่ถ้ามีคู่สมรส ลูก 2 คน แล้วพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย จะกลายเป็นแบ่งเท่ากัน 5 ส่วน เพราะพ่อแม่ได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตรอีกสองคน ส่วนกรณีไม่มีลูก แต่มีคู่สมรสและพ่อแม่ คู่สมรสจะได้ 50% ส่วนอีก 50% แบ่งให้บิดามารดาคนละครึ่ง
อีกความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าการอัดคลิปวิดีโอหรือบันทึกเสียงสั่งเสียไว้ล่วงหน้าใช้ได้ตามกฎหมาย ความจริงแล้วพินัยกรรมที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมายไทยมีเพียง 5 รูปแบบเท่านั้น คือ
-แบบธรรมดา
-แบบเขียนเองทั้งฉบับ
-แบบเอกสารฝ่ายเมือง
-แบบเอกสารลับ
-และแบบวาจาซึ่งใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินจริงๆ
ฉะนั้น คลิปวิดีโอหรือเสียงไม่ถูกนับเป็นพินัยกรรมที่มีผลตามกฎหมายเลย ซึ่งหากไม่มีทายาทโดยธรรมสายใดเหลืออยู่จริงๆ ทรัพย์มรดกทั้งหมดจะตกเป็นของแผ่นดินในที่สุด นี่คือความเสี่ยงที่รอทุกคนอยู่โดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าพอร์ตจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน
ลิเบอเรเตอร์ แนะว่า วิธีที่ปลอดภัยและทำได้ง่ายที่สุดคือการไปทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ มีนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเป็นผู้บันทึกและลงนามรับรอง ค่าธรรมเนียมเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีอีก 3 เรื่องที่ควรทำควบคู่กัน
1.ทำรายการสรุปสินทรัพย์หรือ Asset List เก็บไว้ในที่ที่คนใกล้ชิดเข้าถึงได้ โดยเฉพาะนักลงทุนที่กระจายสินทรัพย์ไว้หลายที่ ทั้งบัญชีธนาคาร บลจ. และโบรกเกอร์ต่างประเทศ ยิ่งพอร์ตลงทุนรวมศูนย์อยู่ในที่เดียวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งง่ายต่อการตรวจสอบและจัดการเท่านั้น เพื่อให้ผู้จัดการมรดกไม่ต้องไล่ตามหาว่าเงินกระจัดกระจายอยู่ที่ไหนบ้าง
2.ตรวจสอบว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ถูกต้องหรือยัง เพราะเป็นสินทรัพย์เดียวที่ข้ามขั้นตอนศาลได้ทันที
3.ถ้ามีคนที่อยากส่งต่อทรัพย์สินให้นอกเหนือจากทายาทโดยธรรม เช่น ลูกสะใภ้ คนรัก หรือญาติห่างๆ ต้องทำพินัยกรรมระบุชื่อไว้ให้ชัดเจน ไม่งั้นกฎหมายจะไม่มองเห็นคนเหล่านี้เลย
จะเห็นได้ว่า การลงทุนที่ดีไม่ได้จบแค่ตอนพอร์ตโต แต่ต้องรวมไปถึงการวางแผนว่าทรัพย์สินนั้นจะไปถึงมือคนที่เราตั้งใจให้ได้จริงหรือไม่ เริ่มต้นง่ายๆ ได้ 3 ขั้นตอนคือ ทำรายการสรุปสินทรัพย์และหนี้สินเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ประกัน และไปทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ เพราะการลงทุนอย่างเข้าใจ ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงวันที่เราไม่อยู่แล้วด้วย
ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney