
บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด (Finnomena Funds) ในเครือ Finnomena Group เปิดมุมมองการลงทุนช่วงครึ่งหลังของปี 2569 พร้อมประเมินว่าตลาดกำลังก้าวเข้าสู่เฟส "Moving On" ซึ่งเม็ดเงินลงทุนจะเริ่มหมุนเวียนจากหุ้นและสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นมามาก ไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมและภูมิภาคที่ยังมีศักยภาพเติบโต
โดยแนะนำ 3 ธีมการลงทุนหลัก เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กลายเป็นความปกติใหม่
พร้อมประกาศแผนธุรกิจมุ่งขยายเครือข่ายผู้แนะนำการลงทุน พร้อมยกระดับแพลตฟอร์มด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้คำแนะนำการลงทุน ลุยขยายบริการสู่สินทรัพย์การลงทุนที่หลากหลาย
เจษฎา สุขทิศ Co-Founder & CEO Finnomena Group ให้มุมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของเทคโนโลยี AI ในขณะที่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายมาเป็น New Normal ที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจและเตรียมตัวรับมือ
โดย 3 ธีมการลงทุนสำคัญสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ได้แก่ The AI Divergence, The Catch-Up Trade และ Structural Geopolitics ซึ่งสะท้อนทั้งโอกาสจากการเติบโตของเทคโนโลยี การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมที่ยังปรับตัวตามไม่ทันตลาด และการปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ซึ่งแต่ละธีมการลงทุนมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
1.The AI Divergence
เทรนด์เทคโนโลยีในอนาคตจะก้าวสู่ยุค "Always On AI" หรือ AI Agent ที่ AI จะสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้คนทำงานหนึ่งคนมีความจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ถึง 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งสำหรับใช้งานเอง และอีกเครื่องให้ AI ประมวลผล
ส่งผลให้ความต้องการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ Data Center ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับประเด็นเรื่องราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำ (RAM) ที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวสูงขึ้น
และล่าสุดประเทศจีนได้เร่งกำลังการผลิต RAM แบบเต็มกำลังผ่านบริษัท ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT บริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำความเร็วสูง หรือ DRAM เพื่อตอบโต้มาตรการกีดกันทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
ส่งผลให้ราคา RAM ทั่วไปในตลาดเริ่มทรงตัวและปรับลดลง ซึ่งเหตุการณ์นี้กลับกลายเป็นผลดีต่อต้นทุนของบริษัทบิ๊กเทคฯ อย่าง Microsoft, Google, Amazon และ Apple ให้มีต้นทุนที่ถูกลง และมีโอกาสมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ชิปประมวลผลขั้นสูงสำหรับ AI อย่าง High Bandwidth Memory (HBM) ยังคงเป็นที่ต้องการและผลิตได้ยาก ทำให้หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำอย่าง TSMC ยังคงได้เปรียบ
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความต้องการ AI ยังคงแข็งแกร่ง จึงแนะนำกองทุนหุ้นเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น K-GTECH, KF-SP500M และ A-GRID เป็นต้น
2.The Catch-Up Trade
กลุ่มสุขภาพ (Healthcare) ถือเป็นกลุ่ม Catch-Up Trade ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการนำ AI มาใช้โดยตรง โดยไม่ต้องคาดเดาความเสี่ยงเหมือนกลุ่มซอฟต์แวร์
ปัจจุบันบริษัทยาเริ่มสื่อสารชัดเจนแล้วว่า AI ได้มีบทบาทเข้ามาช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการวิจัยยา โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็งให้ทดสอบและเห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็วขึ้นมหาศาล
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยายังกำลังเผชิญกับภาวะสิทธิบัตรยาหมดอายุในช่วง 2 ปีนี้ ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องเร่งเข้าซื้อกิจการบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อครอบครองสิทธิบัตรใหม่
ซึ่งในมุมมองการลงทุน แนะนำเน้นกลยุทธ์ Selective หรือการเลือกลงทุนในหุ้น Laggard หรือหุ้นที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด แต่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับและมี Valuation หรือมูลค่าพื้นฐานที่น่าสนใจ
โดยแนะนำกลุ่ม Healthcare เช่น กองทุน KKP GHC-A สำหรับการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ทั่วโลก อินไซต์สำคัญคือความได้เปรียบของผู้จัดการกองทุน ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาทำหน้าที่คัดเลือกหุ้น ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์ธุรกิจบริษัทยาที่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังแนะนำกองทุน TISCOHD-A ซึ่งเน้นลงทุนหุ้นปันผลในตลาดหุ้นไทย แม้ภาพรวมอาจจะไม่ได้เติบโตหวือหวา แต่ถือเป็นแหล่งลงทุนเพื่อหาเงินปันผลที่ดี และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ Earnings Growth หรือการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ถึงระดับ 95-105 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ มองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยจะมีแรงหนุนสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในไทย รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ยังเป็นเครื่องยนต์หลัก
และยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 2% ของ GDP ตลอดจนเมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์ ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์เส้นทางการขนส่งสินค้าและพลังงาน
ปัจจัยบวกเหล่านี้ ทำให้มองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 1,700 จุดได้ ในช่วงที่เหลือของปีนี้
3.Structural Geopolitics
จากปัจจุบันที่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็น New Normal ที่จะยังคงยืดเยื้อต่อไป ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนสำหรับธีมนี้คือ การหาโอกาสในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยและการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ ที่มีความมั่นคง
โดยกองทุนที่แนะนำ ได้แก่ LHGDEFENSE-A (กลุ่มป้องกันประเทศ), A-AIRR (กลุ่มอุตสาหกรรมสหรัฐฯ), A-RING (กลุ่มเหมืองทองคำ) รวมไปถึงการป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตด้วยสินค้าโภคภัณฑ์อย่างกองทุน SCBCOMP เป็นต้น
ชยนนท์ รักกาญจนันท์ Co-Founder Finnomena Group และ CEO Finnomena Funds เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะ "ปลดล็อกคนนับล้านด้วยคำแนะนำการลงทุนที่ใช่" เพื่อให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายสำคัญทางเงินของชีวิต
ปัจจุบันแพลตฟอร์มของฟินโนมีนามียอดผู้เปิดบัญชีสูงถึง 194,006 คน และมีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำ (AUA) เติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 72,400 ล้านบาท
โดยเป้าหมายสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า คือการขยายฐานผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Alpha Advisors) จากปัจจุบันที่มีอยู่เกือบ 3,500 คน ให้เติบโตก้าวกระโดดแตะระดับ 6,000 คน ซึ่งจะครอบคลุมเครือข่าย FA (Financial Advisor) จากหลากหลายสายอาชีพ เพื่อให้พร้อมดูแลนักลงทุนได้ทั่วประเทศ
สำหรับแผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ฟินโนมีนาเตรียมยกระดับการให้บริการสู่การเป็น Open Knowledge Platform ที่พร้อมเสิร์ฟความรู้ให้แก่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นลูกค้าของบริษัทหรือไม่ก็ตาม
พร้อมทั้งก้าวสู่ Platform for Future ด้วยการขยายขอบเขตการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ นอกเหนือจากกองทุนรวม เช่น ตราสารหนี้ หุ้นกู้ และการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เพื่อสอดรับกับสภาวะตลาดและตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งกลยุทธ์ไฮไลต์ คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหานักลงทุนหลักแสนรายในระบบที่ยังไม่มีผู้ชี้แนะ ผ่านโปรเจกต์ "TrueMatch Advisory" โดยการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และจับคู่นักลงทุนกับผู้แนะนำการลงทุนให้มีสไตล์ เป้าหมาย และพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน
ควบคู่ไปกับการติดอาวุธให้กลุ่ม Alpha Advisors ด้วยระบบจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และ AI Tools หลังบ้าน เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้แนะนำการลงทุนสามารถให้คำปรึกษาได้อย่างแม่นยำและเป็นมืออาชีพสูงสุด
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จผ่านโครงการ "Better Together" ที่ให้บริการจัดส่งที่ปรึกษาไปดูแลนักลงทุนแบบคู่ขนานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผ่านระบบแชทบนแอปพลิเคชันซึ่งเป็นช่องทางที่ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ
โดยผลลัพธ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การมีที่ปรึกษาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยให้นักลงทุนมีความมั่นใจ ตัดสินใจลงทุนได้รวดเร็วขึ้น และมีเม็ดเงินลงทุนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีที่ปรึกษาถึง 5 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าการมีเพื่อนคู่คิดผู้เชี่ยวชาญเคียงข้าง คือหัวใจสำคัญของการเดินทางสู่เป้าหมายการลงทุนระยะยาว
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้