
นักลงทุนไทยหลายคนอาจคุ้นเคยกับการจัดพอร์ตโดยมีหุ้นไทยเป็นแกนหลัก แต่ในวันที่โลกกำลังขับเคลื่อนด้วย AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี เม็ดเงินและโอกาสในการเติบโตอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศอีกต่อไป
โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC มองว่า แม้ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสในการลงทุน แต่การกระจายพอร์ตไปทั่วโลกจะช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากเมกะเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น
และหนึ่งในธีมที่ถูกจับตาอย่างมาก คือ “เมมโมรี่ชิป” หัวใจสำคัญของยุค AI ที่กำลังเผชิญภาวะความต้องการพุ่งสูง แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกมีอยู่เพียงไม่กี่ราย ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่หลายฝ่ายมองว่ามีศักยภาพเติบโตสูง จนเลือกเปิดกองทุนใหม่เพื่อเจาะลงทุนในธีมดังกล่าวโดยเฉพาะ
เชาวน์กร โชติบัณฑ์ Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในปีนี้มีทิศทางที่ค่อนข้างดี โดยมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติพลิกกลับมาเป็นการซื้อสุทธิกว่า 2 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ถูกเทขายออกไปเป็นหลักแสนล้านบาทในช่วงก่อนหน้า
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ประมาณ 1.9-2% ตลอดจนความชัดเจนและเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้นโยบายต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับแรงหนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในโครงการด้านดิจิทัลและ Data Center ที่มีมูลค่าสูงถึงระดับแสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนและการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม
ทั้งนี้ ได้ประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย หรือ SET Index ในปีนี้ไว้ที่ระดับ 1,600 จุด โดยประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ไว้ที่ 97 บาท และระดับ P/E Ratio ที่ประมาณ 15-16 เท่า
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในระยะสั้นช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า มองว่าดัชนีอาจมีอัพไซด์ค่อนข้างจำกัด แต่ประเมินความเสี่ยงขาลงไว้ไม่ลึกมากนัก เนื่องจากตลาดได้รับรู้ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไปพอสมควรแล้ว
อย่างไรก็ดี แนะนำให้นักลงทุนเน้นใช้กลยุทธ์การหมุนเวียนกลุ่มลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน โดยเน้นไปที่กลุ่มค้าปลีกที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีหลังการบริโภคถูกกดดันจากราคาน้ำมันแพงในไตรมาส 2/69 กลุ่มท่องเที่ยวที่จะกลับมาโดดเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีความน่าสนใจจากอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง
ในส่วนของคำแนะนำด้านการจัดพอร์ตการลงทุน เชาวน์กร ระบุว่า นักลงทุนควรเปิดมุมมองการลงทุนให้กว้างขึ้นในระดับโลก โดยแนะนำให้กระจายน้ำหนักการลงทุนไปที่หุ้นต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ต
หรือหากประเมินตามสัดส่วนมูลค่าตลาด (Market Cap) ที่แท้จริงแล้ว ควรมีหุ้นต่างประเทศในพอร์ตถึง 80-90% และมีหุ้นไทยเพียง 10-20% เท่านั้น
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ มองว่ายังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว โดยแนะนำให้ผู้ลงทุนทยอยสะสมในสัดส่วนประมาณ 5% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวม
สำหรับการลงทุนที่เป็นเมกะเทรนด์ทั่วโลกตอนนี้ หนึ่งในธีมที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ที่ไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะผู้พัฒนาโมเดล แต่ยังส่งอานิสงส์ไปถึงธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่าง “เมมโมรี่” ที่กำลังเผชิญภาวะอุปทานจำกัด ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก
ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ปัจจุบันเราไม่สามารถตอบได้ว่าผู้เล่นรายใดจะเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม AI แต่เชื่อว่าการเติบโตของ AI เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของทั้งระบบ ตั้งแต่ธุรกิจพลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ระบบเครือข่าย ออปติก โมเดล AI ไปจนถึงการประยุกต์ใช้งานในภาคต่างๆ
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการลงทุนทั่วโลกยังประกอบด้วยทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง กระแส AI ที่ยังคงเป็นเมกะเทรนด์ การหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายด้านไอที รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มผ่อนคลายลง
ทั้งนี้ ในยุค AI โลกยังมีความต้องการหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมโมรี่ประสิทธิภาพสูงอย่าง DDR5 หรือ HBM ที่ใช้ในงาน AI ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตรายใหญ่มีอยู่ไม่มาก
สำหรับผู้ผลิตหลักของหน่วยความจำขั้นสูง มีเพียง 3 ราย ได้แก่ Samsung Electronics และ SK hynix จากเกาหลีใต้ รวมถึง Micron Technology จากสหรัฐฯ ขณะที่บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Nvidia, Intel, AMD และ Qualcomm ต่างต้องพึ่งพาผู้ผลิตเมโมรี่เหล่านี้
ข้อมูลของ MFC ระบุว่า ขนาดตลาดอุตสาหกรรมเมมโมรี่ มีแนวโน้มขยายตัวจากประมาณ 214,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เป็นราว 1.68 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2571 หรือเติบโตเกือบ 8 เท่าภายในเวลา 3 ปี ขณะที่สัดส่วนการลงทุนด้านเมมโมรี่ของผู้ให้บริการคลาวด์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2568 สู่ 73% ในปี 2570
นอกจากนี้ ตลาด HBM ซึ่งเป็นหน่วยความจำสำคัญสำหรับ AI ยังอยู่ในภาวะอุปทานตึงตัว และคาดว่าจะมีความต้องการสูงกว่ากำลังการผลิตไปจนถึงปี 2571 ส่งผลบวกต่ออำนาจการกำหนดราคาและอัตรากำไรของผู้ผลิต
จากมุมมองดังกล่าว MFC จึงเปิดตัวกองทุน M-MEM ที่มุ่งลงทุนในหุ้นกลุ่มเมมโมรี่ชิประดับโลก โดยใช้กระบวนการคัดเลือกบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สำคัญ อาทิ NYSE, Nasdaq, HKEX, TSE และยุโรป
จากนั้นคัดกรองตามขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ สภาพคล่อง และความเกี่ยวข้องกับธีม ก่อนคัดเลือกหุ้นราว 7-10 บริษัท
พอร์ตตัวอย่างของกองทุนประกอบด้วย Samsung Electronics, SK hynix, Micron Technology, SanDisk, Kioxia Holdings, Western Digital, Intel และ Seagate Technology โดยให้น้ำหนักการลงทุนหลักในหุ้นที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมเมโมรี่
ธนโชติ มองว่า ในช่วง 1 ปีข้างหน้า Valuation ของหุ้นกลุ่มดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และธีม Hardware AI ยังมีโอกาสเติบโตต่อ แต่ในระยะ 3 ปีข้างหน้า อาจต้องประเมินสถานการณ์และปรับพอร์ตตามพัฒนาการของอุตสาหกรรม
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง หากทิศทางดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีในระยะสั้น แต่ในระยะยาว หากบริษัทสามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้ ราคาหุ้นก็จะกลับมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
ที่ผ่านมา ทุกวัฏจักรของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเห็นการปรับฐานเป็นระยะ แต่สุดท้ายราคาหุ้นมักปรับตัวตามการเติบโตของผลประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้นักลงทุนกระจุกตัวในธีมดังกล่าวมากเกินไป ควรกระจายสัดส่วนการลงทุนอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและเพิ่มอัปไซด์ให้กับพอร์ตการลงทุนในระยะยาวได้
สำหรับกองทุน M-MEM เป็นกองทุนที่ลงทุนในธีม AI ผ่านหุ้นกลุ่ม Memory Technology ทั่วโลก กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรก 500,000 บาท และขั้นต่ำสำหรับการลงทุนครั้งถัดไป 1,000 บาท โดยเป็นกองทุนที่เสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่ และผู้ลงทุนสถาบัน
เนื่องจากมีลักษณะการลงทุนแบบกระจุกตัว ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. สะท้อนข้อจำกัดของอุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตเมมโมรี่ชิปรายใหญ่ของโลกอยู่เพียงไม่กี่ราย ส่งผลให้พอร์ตการลงทุนมีการกระจุกตัวในหุ้นบางบริษัทมากกว่ากองทุนทั่วไป
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้