เจาะลึกกองทุน Unhedged เปลี่ยน “วิกฤติเงินบาทอ่อน” ให้เป็น “โอกาสทำกำไร”

Investment

Fund

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เจาะลึกกองทุน Unhedged เปลี่ยน “วิกฤติเงินบาทอ่อน” ให้เป็น “โอกาสทำกำไร”

Date Time: 14 เม.ย. 2569 09:22 น.

Video

Dropbox เอาตัวรอดมายังไง ? เมื่อโปรดักส์ที่ขายกลายเป็น "ของแจกฟรี" | Digital Frontiers EP.58

Summary

รู้จักกองทุน Unhedged กองทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เปลี่ยน "บาทอ่อน" เป็นโอกาสทำกำไรที่เพิ่มขึ้น

Latest


เวลาที่เราเปิดดูข่าวเศรษฐกิจแล้วเห็นพาดหัวว่า “เงินบาทอ่อนค่า” ความรู้สึกแรกของหลายคนคงหนีไม่พ้นความกังวล เพราะนั่นหมายความว่าต้นทุนการใช้ชีวิตของเราอาจสูงขึ้น ของนำเข้าแพงขึ้น น้ำมันแพงขึ้น หรือถ้าใครวางแผนจะไปเที่ยวต่างประเทศก็ต้องใช้เงินบาทแลกได้เงินต่างประเทศน้อยลง

แต่ในโลกของการลงทุน เหรียญมักมีสองด้านเสมอ สิ่งที่ดูเหมือน “วิกฤติ” อาจกลายเป็น “โอกาสทอง” สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจกลไกของสิ่งที่เรียกว่า กองทุนต่างประเทศแบบ Unhedged

Thairath Money พาไปเจาะลึกทีละขั้นตอน ว่ากองทุนนี้คืออะไร ทำไมถึงทำกำไรได้แม้ในวันที่หุ้นไม่ขยับ และเราจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร


เมื่อลงทุนต่างประเทศ ต้องเจอ “ความเสี่ยง 2 เด้ง”

เวลาเราไปซื้อกองทุนรวมที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ (Foreign Investment Fund - FIF) ผลกำไรหรือขาดทุน มักจะมาจาก 2 ส่วนประกอบกันเสมอ คือ

  • ราคาสินทรัพย์ เช่น หุ้นหรือทองคำที่กองทุนไปซื้อไว้ ราคาขึ้นหรือลง
  • อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทแข็งหรืออ่อน เมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศที่เราไปลงทุน

และเพื่อจัดการกับความวุ่นวายเรื่องค่าเงิน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จึงสร้างทางเลือกในการจัดการค่าเงินมาให้เรา 2 แบบหลักๆ เรียกว่า Hedged และ Unhedged นั่นเอง

กองทุน Hedged vs Unhedged ต่างกันอย่างไร?

ลองจินตนาการว่า ถ้าเอาเงิน 3,000 บาท ไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ (สมมติอัตราแลกเปลี่ยน 30 บาท = 1 ดอลลาร์สหรัฐ) เราก็จะได้เงินมา 100 ดอลลาร์ เพื่อเอาไปซื้อหุ้นอเมริกา 1 หุ้น

ผ่านไป 1 ปี หุ้นตัวนั้นราคา ไม่ได้ขยับไปไหนเลย ยังคงอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐเท่าเดิม แต่จุดเปลี่ยนคือ เงินบาทอ่อนค่าลงเป็น 35 บาทต่อดอลลาร์

ทีนี้มาดูกันว่าถ้าเราขายหุ้นเพื่อเอาเงินกลับไทย จะเกิดอะไรขึ้นในกองทุน 2 ประเภทนี้

1. กองทุนแบบ Hedged (ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน)

คอนเซปต์ของกองทุนประเภทนี้ คือ "หุ้นขึ้นเท่าไหร่ ฉันขอแค่นั้น ไม่เอาเรื่องค่าเงินมาเกี่ยว" ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือกองทุนได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าเพื่อ "ล็อก" อัตราแลกเปลี่ยนไว้ให้แล้วที่ประมาณ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ดังนั้น เมื่อเราขายหุ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะได้เงินคืนกลับมา 3,000 บาทเท่าเดิม (ผลตอบแทน 0% เพราะราคาหุ้นไม่ไปไหน) กองทุนแบบนี้จึงนิ่งและคาดเดาง่าย

2. กองทุนแบบ Unhedged (ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน)

ทีนี้ ถ้าเราไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน หรือปล่อยค่าเงินไหลไปตามธรรมชาติ ได้กำไรจากหุ้นแล้ว ขอพ่วงกำไรค่าเงินด้วย เมื่อเราขายหุ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐ กองทุนจะนำเงินนั้นมาแลกกลับเป็นเงินบาทในเรทปัจจุบัน คือ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ผลลัพธ์ก็คือเราจะได้เงินคืนกลับมา 3,500 บาท เท่ากับว่าได้กำไรฟรีๆ 500 บาท (ประมาณ 16%) ทั้งๆ ที่ราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นเลยสักนิดเดียว นี่แหละคือเสน่ห์ของกองทุน Unhedged ในช่วงเงินบาทอ่อน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า "ถ้างั้นก็ซื้อแต่ Unhedged ไปเลยสิ" ต้องขอเบรกไว้ก่อน เพราะในโลกการเงิน ทิศทางค่าเงินคือสิ่งที่คาดเดายากที่สุด

ซึ่งถ้าสถานการณ์พลิกกลับ เงินบาทกลับมาแข็งค่า (เช่น จาก 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งขึ้นเป็น 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) กองทุน Unhedged จะทำให้กำไรจากค่าเงินที่เคยได้ จะหายวับไปกับตา ถ้าราคาหุ้นในพอร์ตตกลงด้วย ก็อาจทำให้เรา "ขาดทุนสองเด้ง" ทั้งขาดทุนหุ้น ทั้งขาดทุนค่าเงิน

หรือต่อให้ราคาหุ้นที่ซื้อพุ่งขึ้นไป 10% แต่ถ้าเงินบาทดันแข็งค่าขึ้น 10% เหมือนกัน กำไรจากหุ้นก็จะถูกหักล้างจนเหลือ 0% ทันที เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท

เลือกกองทุนแบบไหนให้เหมาะกับเรา?

แม้การเปิดรับความเสี่ยงจะมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น แต่มันก็อาจแลกมากับความเสี่ยงที่ค่าเงินบาทไม่เป็นไปตามที่เราคาดคิดไว้ก็ได้ 

ซึ่งมุมมองจาก TISCO Wealth ระบุว่า การจะเลือกลงทุนในกองทุนไหนนั้น ขึ้นอยู่กับ "ความเสี่ยงที่ยอมรับได้" ของแต่ละบุคคลเป็นหลัก

สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามข้อมูลการลงทุน การเลือกลงทุนในกองทุนที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล และมีนโยบาย Hedge ค่าเงิน น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า เพราะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนตามนโยบายการลงทุนจริงๆ โดยไม่ต้องพะวงถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ปกติเราอาจมีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ปานกลาง และสูงอยู่แล้ว การที่เราเปิดรับความเสี่ยงเรื่องของค่าเงิน (Unhedged) เพิ่มเข้าไปอีก อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงซ้ำซ้อนให้กับพอร์ตการลงทุนโดยไม่จำเป็นด้วย

ด้าน K WEALTH ระบุว่า การเลือกนโยบายป้องกันอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อผลตอบแทนการลงทุนอย่างมาก แล้วจะเลือกอย่างไรดีให้เหมาะสม?

นโยบายแบบ Hedge ค่าเงิน เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาด ต้องการให้มืออาชีพช่วยดูแลเงินลงทุนให้ และเหมาะกับ "นักลงทุนในระยะยาว" เพราะจะช่วยให้ผู้ลงทุนเน้นรับผลตอบแทนตามนโยบายการลงทุนเป็นหลัก และปิดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

และนโยบายแบบ Unhedge จะเหมาะกับ "นักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้นๆ" และมีเวลาติดตามแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด ซึ่งต้องอาศัยการประเมินจากมุมมองค่าเงินบาทนั่นเอง


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ