
อุตสาหกรรม บลจ. แข่งขันรุนแรง จากค่าธรรมเนียมที่ลดลงและนักลงทุนซื้อหุ้นเองมากขึ้น กสิกรไทย เลือกสู้ศึกด้วยคุณภาพ ขยายฐานลูกค้า ยกระดับทีมผู้จัดการกองทุน และใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
การแข่งขันในอุตสาหกรรมกองทุน กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวลดลง พฤติกรรมนักลงทุนที่เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มการลงทุนที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนด้วยตนเองมากขึ้น
หนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญอย่าง บลจ.กสิกรไทย กำลังเดินเกมรุกในหลายมิติ ทั้งการขยายฐานลูกค้า การยกระดับทีมผู้จัดการกองทุน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วย เพื่อสร้างความแตกต่างและรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ยุคใหม่นี้
วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง และพฤติกรรมของนักลงทุนที่หันไปลงทุนตรงในต่างประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ดี บลจ. กสิกรไทย จะไม่ลงไปแข่งขันทำสงครามราคาหรือลดค่าธรรมเนียม แต่จะสู้ด้วยคุณภาพ ขยายการให้บริการ และสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจ
ปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย มีธุรกิจหลัก 3 ส่วน ได้แก่
ปัจุบันมีฐานลูกค้ารวมประมาณ 1.5 ล้านราย โดยในปี 2568 สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ใน 3 ธุรกิจหลักอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท เติบโตราว 10% สูงกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมกองทุนรวมที่อยู่ที่ 7.2% จากการเน้นลงทุนใน ตราสารหนี้ กองทุนผสม และการลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโต คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น อย่างล่าสุดมีการออกกองทุนประเภท Unhedged หรือกองทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ซึ่งในปีที่ผ่านมา AUM เติบโตถึง 487%
สำหรับการสร้างการเติบโตในอนาคต ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้านั้น จะมุ่งเน้นทั้งการขยายเม็ดเงินลงทุนจากฐานลูกค้าเดิมที่มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัย 40-60 ปี พร้อมหาลูกค้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น ด้วยการยกระดับทีมผู้จัดการกองทุน พัฒนาการให้บริการ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น
ส่วนการแข่งขันกับแพลตฟอร์มการลงทุนใหม่ๆ ที่เน้นให้ลูกค้าเลือกลงทุนเอง บลจ.กสิกรไทย มีแนวทางในการสร้างจุดเด่นด้วยการเป็นผู้ให้คำแนะนำการจัดพอร์ต เน้นการกระจายความเสี่ยงทั่วโลก ผ่านผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมชี้ให้เห็นว่า การลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้น มีข้อดีคือการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แพลตฟอร์มลงทุนตรงไม่มีด้วย
วิน กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย มีการพัฒนาทีมงานให้มีความเชี่ยวชาญระดับโลก จากเดิมที่อาจเน้นตั้งกองทุนแบบ Feeder Fund หรือการนำกองทุนต่างประเทศมาขายในไทยเท่านั้น เช่น
ทีมตราสารหนี้ จากเดิมที่วิเคราะห์เฉพาะพันธบัตรหรือหุ้นกู้ไทย ปัจจุบันขยายขีดความสามารถไปสู่การวิเคราะห์ตราสารหนี้ทั่วโลก เพื่อรองรับโอกาสการลงทุนที่ตลาดในประเทศมีจำกัด
ทีมตราสารทุน ขยายขอบเขตจากเดิมที่ครอบคลุมเพียงหุ้นไทย ไปสู่หุ้นเวียดนาม และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่มีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลก
ทีม Multi-Asset ได้พัฒนาการทำงานร่วมกับ JPMorgan อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และ Private Assets
"ผู้จัดการกองทุนที่ใช้ AI ไม่เป็นอาจจะตกงาน แต่ผู้ที่ใช้ AI เป็นจะยังมีงานทำ"
วิน เล่าว่า ปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย ผลักดันให้พนักงานทั้งระบบตั้งแต่ Front ไปจนถึง Back Office นำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้ง AI และระบบอัตโนมัติต่างๆๆ เพื่อลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพ
ในส่วนของการบริการลูกค้า บริษัทได้ปรับปรุงระบบดิจิทัล (e-Service) สำหรับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกว่า 5 แสนราย ให้สามารถทำรายการต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแผนการลงทุน หรือการปรับเพิ่มเงินสมทบ ได้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและลดข้อผิดพลาดจากการทำงานด้วยระบบแมนนวลแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลที่รวดเร็วและทันเหตุการณ์ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยสรุปข้อมูล ทำให้สามารถออกบทวิเคราะห์มุมมองการลงทุนได้เป็นรายแรกๆ ทันที หากมีเหตุการณ์สำคัญระดับโลกเกิดขึ้นด้วย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้