Binance เดิมพันอนาคต “การเงินไร้พรมแดน” ริชาร์ด เทง เปิดเกมสู่ Global Financial Super App

Investment

Digital Assets

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Binance เดิมพันอนาคต “การเงินไร้พรมแดน” ริชาร์ด เทง เปิดเกมสู่ Global Financial Super App

Date Time: 29 ก.ย. 2569 13:56 น.

Video

ช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเขาว่า “คนขายเยอะกว่าคนซื้อ” ถ้าอยากขายอาหารให้รอดต้องรู้อะไรบ้าง I Money Issue

“Summary“

Binance มุ่งขยายบทบาทจากกระดานเทรดสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลก รองรับการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทตลอด 24 ชั่วโมง

  • Stablecoin กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการโอนเงินข้ามประเทศที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าระบบธนาคารแบบดั้งเดิม
  • Richard Teng มองว่า CBDC สำหรับรายย่อยอาจเผชิญความท้าทายด้านความเป็นส่วนตัวและผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ ทำให้หลายประเทศหันไปให้ความสำคัญกับ Wholesale CBDC
  • Binance สร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบ Proof of Reserves และกองทุน SAFU เพื่อคุ้มครองผู้ใช้งานจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์และการฉ้อโกง
  • คาดการณ์ว่าภาวะตลาดสะสมตัว (Consolidation) ในปีนี้อาจสิ้นสุดลงในช่วงไตรมาสที่ 4 ก่อนเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตครั้งใหม่ตามทิศทางเศรษฐกิจ

Latest


ทุกวันนี้เส้นแบ่งระหว่างโลกการเงินดั้งเดิม (TradFi) กับโลกคริปโตกำลังจางลงเรื่อยๆ เมื่อสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานจากสองโลกเริ่มเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น และกำลังพาการเงินโลกเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไร้พรมแดนกว่าเดิมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ 

Binance ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “กระดานเทรดคริปโต” อีกต่อไป แต่กำลังขยายบทบาทไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ใหญ่กว่านั้น เพราะโลกคริปโตวันนี้ไม่ได้มีเพียงการเก็งกำไรราคาเหรียญ แต่เริ่มถูกนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การโอนเงินข้ามประเทศ การออม ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ผู้คนในประเทศที่เข้าถึงระบบการเงินได้จำกัด สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น

Thairath Money มีโอกาสพูดคุยกับ Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance ถึงภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมคริปโตที่กำลังขยับจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินโลก พร้อมฉายภาพทิศทางของ Binance ในวันที่โลกการเงินดั้งเดิมและโลกคริปโตกำลังเคลื่อนเข้าหากันมากขึ้น

Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance
Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance


Stablecoin คือคลื่นลูกใหญ่ของโลกบล็อกเชน

Richard มองว่า Stablecoin คือหนึ่งในคลื่นลูกใหญ่ถัดไปของโลกบล็อกเชน โดยนับตั้งแต่สหรัฐฯ ผ่านกฎหมาย GENIUS Act ปริมาณธุรกรรม Stablecoin ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจุดแข็งสำคัญคือความสามารถในการโอนเงินข้ามประเทศได้แทบจะทันที ด้วยต้นทุนเพียงเสี้ยวหนึ่งเมื่อเทียบกับระบบธนาคารตัวแทน (Correspondent Banking) ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าเงินจะถึงผู้รับ

การใช้งาน Stablecoin จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักลงทุนรายย่อย แต่เริ่มขยายไปสู่ภาคธุรกิจและบริษัทที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการชำระเงินอย่าง Mastercard รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ ต่างเริ่มขยับเข้ามาสู่โลกของ Stablecoin มากขึ้นอีกด้านหนึ่ง กระแสของสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือ CBDC ซึ่งเคยได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงหลายปีก่อน กลับเริ่มแผ่วลงในบางประเทศ

Richard ให้มุมมองว่า หากภาคเอกชนสามารถสร้างโซลูชันที่ใช้งานได้จริงอยู่แล้ว ภาครัฐอาจไม่จำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรสาธารณะจำนวนมากเพื่อสร้างระบบที่ทำหน้าที่ซ้ำกัน โดยเฉพาะ Retail CBDC ที่เขามองว่ายังมีคำถามสำคัญอย่างน้อยสองเรื่องเรื่องแรกคือ “บทบาทของธนาคารพาณิชย์” หากประชาชนสามารถถือ CBDC ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องต่อธนาคารกลางได้โดยตรง ก็อาจส่งผลต่อบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในการรับฝากเงินและปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

อีกเรื่องคือ “ความเป็นส่วนตัว” โดย Richard ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อผู้คนใช้จ่ายเงิน พวกเขาอาจไม่ได้ต้องการให้ภาครัฐรับรู้รายละเอียดทั้งหมดว่าเงินถูกนำไปใช้กับอะไรด้วยเหตุนี้ เขาจึงมองว่าหลายประเทศเริ่มให้น้ำหนักกับ CBDC ระดับสถาบัน หรือ Wholesale CBDC ซึ่งใช้สำหรับการชำระและชำระดุลระหว่างสถาบันการเงินมากกว่า

จากกระดานเทรดคริปโต สู่ “Global Financial Super App”

Richard เล่าว่า ในปี 2017 ทั่วโลกมีผู้ถือคริปโตราว 6 ล้านคน ขณะที่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 740 ล้านคน และมีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกับ Binance มากกว่า 300 ล้านคน โดยเป้าหมายระยะยาวของบริษัทคือการขยายฐานผู้ใช้ไปสู่ระดับ 3,000 ล้านคน 

แต่สิ่งที่ Binance กำลังสร้างไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตในปีนี้ Binance Global เริ่มขยายผลิตภัณฑ์ไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น ตั้งแต่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน หุ้นสหรัฐฯ ไปจนถึงสินทรัพย์ที่อ้างอิงหุ้นของบริษัทก่อนเข้าตลาด (Pre-IPO) อย่าง SpaceX สะท้อนความพยายามที่จะทำให้แพลตฟอร์มรองรับทั้งการลงทุน การออม และการชำระเงินได้ในที่เดียวหนึ่งในโจทย์ที่ Richard ย้ำคือเรื่อง “การเข้าถึง” หรือ Access เพราะปัจจุบันยังมีประชากรราว 1,400 ล้านคนทั่วโลกที่อยู่นอกระบบการเงิน ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากในตลาดเกิดใหม่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินทรัพย์อย่างหุ้นสหรัฐฯอีกเทรนด์สำคัญคือโลกการลงทุนที่กำลังเคลื่อนไปสู่การซื้อขายแบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน

ตลาดการเงินแบบดั้งเดิมยังมีเวลาเปิด-ปิด รวมถึงหยุดซื้อขายในช่วงสุดสัปดาห์และวันหยุด แต่ข่าวสารและเหตุการณ์ที่กระทบต่อราคาสินทรัพย์สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นักลงทุนจึงต้องการช่องทางในการบริหารความเสี่ยงนอกเวลาทำการมากขึ้นRichard ระบุว่า 47% ของปริมาณการซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงหุ้นบน Binance เกิดขึ้นนอกเวลาทำการของตลาดหุ้นดั้งเดิม 

ขณะที่ตลาดอย่าง Nasdaq เองก็กำลังขยับไปสู่การเปิดซื้อขายที่ยาวนานขึ้นเช่นกันนอกจากนี้ เขายังมองว่า Tokenization หรือการนำสินทรัพย์มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน แม้ปัจจุบันจะยังมีมูลค่าตลาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีโอกาสกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีการใช้งานที่เติบโตอย่างมากในอนาคต

หมายเหตุ: ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นสหรัฐฯ สินค้าโภคภัณฑ์ และสินทรัพย์อ้างอิงหุ้น Pre-IPO ที่กล่าวถึง เป็นบริการบน Binance Global ซึ่งไม่ได้ให้บริการแก่นักลงทุนในประเทศไทย นักลงทุนไทยควรใช้บริการผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เท่านั้น

Trust สร้างยาก แต่เสียง่าย

ในโลกการเงิน “ความเชื่อใจ” เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาสร้าง แต่สามารถสูญเสียได้อย่างรวดเร็วRichard อธิบายว่า Binance พยายามสร้างความเชื่อมั่นผ่านกลไกหลายด้าน โดยยกสองตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ Proof of Reserves ที่เปิดให้ผู้ใช้ตรวจสอบว่าสินทรัพย์ของลูกค้ามีสินทรัพย์สำรองรองรับแบบ 1:1 และกองทุน SAFU มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกองทุนฉุกเฉินสำหรับคุ้มครองผู้ใช้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย

Richard ย้ำว่า ทั้งสองกลไกไม่ได้เกิดขึ้นเพราะข้อบังคับจากหน่วยงานกำกับ แต่เป็นสิ่งที่ Binance เลือกทำเพื่อแสดงความมุ่งมั่นต่อผู้ใช้งานขณะเดียวกัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อ AI ทำให้การหลอกลวงมีความแนบเนียนมากขึ้น 

Richard ยกตัวอย่างกรณีในสิงคโปร์ที่มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินมูลค่าราว 4.9 ล้าน สะท้อนว่าปัญหาการฉ้อโกงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโลกคริปโต แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับระบบการเงินทุกรูปแบบแม้หลายกรณีจุดอ่อนสำคัญจะอยู่ที่ตัวผู้ใช้งาน 

แต่ Binance ระบุว่าได้ลงทุนทั้งในระบบป้องกันหลายชั้นภายในองค์กร และการให้ความรู้แก่ผู้ใช้ ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก ไปจนถึงการตรวจสอบทุกครั้งเมื่อมีบุคคลติดต่อมาโดยอ้างว่าเป็นตำรวจ ธนาคาร หรือหน่วยงานอื่นเมื่อเกิดเหตุ Binance ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อช่วยติดตามและอายัดสินทรัพย์ โดยอาศัยคุณสมบัติของธุรกรรมบนบล็อกเชนที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ขณะเดียวกันระบบยังสามารถแจ้งเตือนผู้ใช้ก่อนโอน หากตรวจพบว่าปลายทางมีความเสี่ยง รวมถึงช่วยติดตามสินทรัพย์ในกรณีที่ผู้ใช้โอนไปผิดเครือข่าย

ปีแห่ง Consolidation ที่อาจสิ้นสุดใน Q4

สำหรับภาพตลาดคริปโตในปีนี้ Richard ยังคงยืนยันมุมมองที่เขาพูดมาตลอดทั้งปีว่า นี่คือ “ปีแห่ง Consolidation” หรือช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะสะสมตัวและราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเขามองว่าช่วงดังกล่าวอาจสิ้นสุดลงราวไตรมาส 4 ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่รอบถัดไป โดยให้เหตุผลว่าสินทรัพย์ทุกประเภทต่างมีวัฏจักรขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ สภาพคล่อง และทิศทางดอกเบี้ย เช่นเดียวกับสินค้าโภคภัณฑ์หรือหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยผ่านช่วงร้อนแรง ก่อนเข้าสู่ช่วงพักตัวอย่างไรก็ตาม แม้ราคาคริปโตในช่วงนี้อาจไม่ได้เคลื่อนไหวหวือหวา แต่ Richard มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้น “ใต้ผิวน้ำ” ยังคงเดินหน้าต่อ


อ่านข่าวสินทรัพย์ดิจิทัล และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment    

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ