
Bitcoin ราคาร่วงลงต่อเนื่องติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ลงไปแล้วกว่า 50% จากราคาสถิติสูงสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทที่เรียกตัวเองว่า DAT หรือที่ถือคริปโตฯ ไว้ในงบดุลต่างต้องเจอกับวิกฤติ บ้างต้องล้มดีลควบรวมกิจการ เพราะนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจ และบ้างต้องเผชิญกับสถานการณ์หุ้นดิ่งถึง 90%
โมเดลธุรกิจที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อนำเงินไปซื้อคริปโตเคอร์เรนซี หรือที่กำลังได้รับความนิยมในชื่อ Digital Asset Treasury Company (DAT) กำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่ หลังนักลงทุนเริ่มไม่มั่นใจ เนื่องจากมูลค่าของคริปโตฯ ร่วงลงอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ผลกระทบดังกล่าวทำให้หลายบริษัทที่กำลังรอเข้าตลาดผ่านการควบรวมกิจการกับบริษัท SPAC หรือบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีเป้าหมายหลักเพียงอย่างเดียวคือการหากิจการอื่นเข้าซื้อและนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ต้องเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยอย่างรุนแรง
แนวคิด DAT เริ่มต้นขึ้นในปี 2020 โดย Michael Saylor ที่ได้เปลี่ยนบริษัทซอฟต์แวร์ MicroStrategy ให้กลายเป็นบริษัทที่มุ่งซื้อและถือ Bitcoin เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น Strategy
แนวคิดดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมากก่อนหน้านี้ โดยช่วงหนึ่งราคาหุ้นของบริษัทเคยพุ่งขึ้นเหนือระดับ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เนื่องจากมูลค่าของ Bitcoin ที่ทะยานขึ้น และในปี 2025 มูลค่า Bitcoin ก็สามารถทำ All-Time High ที่ 126,198 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BTC ได้สำเร็จ
หลังจากนั้น บริษัทจำนวนมาก เช่น BitMine, Metaplanet, Twenty One Capital, SharpLink ต่างเดินตามแนวทางเดียวกันในช่วงปี 2024 และปีถัดมา โดยตั้งบริษัทเป็น Crypto-Treasury ถือคริปโตฯ ไว้ในงบดุล
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหุ้นของ Strategy ปิดการซื้อขายที่ราว 112 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ขณะที่ Bitcoin เองปรับตัวลดลงมามากถึง 50% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายบริษัทที่พยายามลอกเลียนโมเดลของ Saylor ต้องเผชิญปัญหาอย่างหนัก
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ReserveOne Inc. บริษัทบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องระดับบิ๊กเข้ามาอยู่ในสมการ ซึ่งเขาคนนั้นเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ อย่าง Wilbur Ross มาเกี่ยวข้องในดีลนี้
ก่อนหน้านี้ ReserveOne ได้ตกลงควบรวมกิจการกับ M3-Brigade Acquisition V Corp. ซึ่งเป็นบริษัทประเภท SPAC แต่แล้วดีลระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้กลับล่มลงในที่สุด หลังจากนักลงทุนรายใหญ่บางรายของ ReserveOne เรียกร้องให้ยุติการทำธุรกรรมดังกล่าว
แม้ Wilbur Ross จะไม่ได้ร่วมลงทุนโดยตรงในดีลดังกล่าว แต่หากการควบรวมสำเร็จ เขาถูกวางไว้ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการของ ReserveOne อีกทั้งผู้ผลักดันโครงการนี้ก็ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงการเงินและคริปโตฯ
ตามรายงานของ Bloomberg ระบุว่า นักลงทุนกลุ่มที่ต้องการจะให้ล้มดีลนั้นเชื่อว่าหาก ReserveOne เข้าตลาดจริง ราคาหุ้นจะต้องซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value หรือ NAV) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สาเหตุสำคัญคือราคา Bitcoin และคริปโตฯ อื่น ๆ ปรับตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการประกาศดีลนี้เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน และเมื่อรวมเข้ากับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายให้ธนาคารที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนการทำดีล นักลงทุนจึงมองว่าธุรกรรมนี้ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
กรณีของ ReserveOne ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายเดียว แต่สะท้อนปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับบริษัทประเภท DAT ที่พยายามเข้าตลาดผ่าน SPAC ในช่วงเวลานี้
หลายบริษัทที่มีแผนคล้ายกันต่างต้องล้มดีล ล้มเหลว หรือไม่ก็ทำผลงานได้ย่ำแย่ หลังสภาวะตลาดคริปโตฯ เสื่อมถอยลงอย่างมาก
ตัวอย่างหนึ่งคือ Avalanche Treasury Corp. ที่เพิ่งควบรวมกิจการกับ SPAC ชื่อ Mountain Lake Acquisition Corp. เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ซึ่งหลังจากเข้าตลาด หุ้นของบริษัทกลับถูกเทขายอย่างหนัก
ราคาหุ้นของ Avalanche Treasury ดิ่งลงเกือบ 90% นับตั้งแต่ผู้ถือหุ้นอนุมัติการควบรวมกิจการ โดยในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ราคาหุ้นลดลงเหลือเพียงประมาณ 85 เซนต์ต่อหุ้น
Jan-Philip Grabs หุ้นส่วนของบริษัทที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัล Areta ระบุว่า โมเดล DAT เริ่มใช้ไม่ได้ผลตั้งแต่ช่วงที่การระดมทุนผ่านการออกหุ้นใหม่เพื่อนำเงินไปซื้อคริปโตฯ กลายเป็นธุรกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อผู้ถือหุ้นเดิม (Dilutive)
หลายบริษัท DAT พยายามอธิบายว่า ในระยะยาวพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงบริษัทสะสมคริปโตฯ เท่านั้น แต่ยังมีแผนดำเนินธุรกิจอื่น ๆ เช่น การให้บริการชำระเงิน หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าตลาดหมีครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของอุตสาหกรรม พร้อมกับกล่าวว่า “เราเชื่อว่าตลาดหมีรอบนี้จะเป็นตัวคัดกรองครั้งใหญ่ บางบริษัทจะใช้ช่วงเวลานี้สร้างโมเดลธุรกิจจริงและเข้าซื้อกิจการที่ช่วยเพิ่มมูลค่าได้ ขณะที่บางบริษัทจะยังคงเป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินในตลาดทุนที่ไม่มีธุรกิจรองรับ และจะเผชิญความยากลำบากในการอยู่รอดหากราคาคริปโตฯ ยังซบเซาต่อไป”
ฝั่ง Alexander Blume ซีอีโอของบริษัทบริหารคริปโตฯ Two Prime กล่าวว่า “ในระยะยาว จะมีเพียงบริษัทที่ดำเนินธุรกิจจริงในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จ บริษัท DAT ที่เพียงแค่พยายามทำตามสูตรของ Michael Saylor จะต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ”
อีกหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีของ The Ether Machine Inc. และ Dynamix Corp. ที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทตกลงยกเลิกดีลมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมมีเป้าหมายสร้างบริษัทสะสม Ether รายใหญ่
ผลจากข้อตกลงการยกเลิก ทำให้ Dynamix มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล ด้าน Andrew Keys ผู้ร่วมก่อตั้ง The Ether Machine เขียนอีเมลถึงนักลงทุนว่า “สภาวะตลาดในปัจจุบันทำให้การเดินหน้าธุรกรรมนี้ไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ”
บริษัท Crypto-Treasury อีกหลายแห่งที่กำลังพยายามเข้าตลาดผ่าน SPAC กำลังอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและตลาดการเงินเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลที่ Bloomberg อ้างอิงจาก Artemis ระบุว่า บริษัท DAT ที่จดทะเบียนในตลาดแล้ว สูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างช่วงที่ Bitcoin ทำจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม จนถึงต้นเดือนมิถุนายนปีนี้
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney